ข่าว
สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบ EmpCo คุมเข้มโฆษณาเกินจริง ห้ามเคลมรักษ์โลกอย่างไร้หลักฐาน กระทบส่งออกไทย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สหภาพยุโรป หรือ EU (European Union) เตรียมบังคับใช้กฎระเบียบ EmpCo หรือ Empowering Consumers for the Green Transition อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกันยายน 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาการโฆษณาเกินจริงในลักษณะ ฟอกเขียว หรือ Greenwashing โดยมาตรการนี้มุ่งเน้นการคุ้มครองและให้อำนาจผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้จริง ซึ่งส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยที่ส่งออกไปยังตลาดกลุ่มประเทศยุโรปจำเป็นต้องเร่งปรับตัว
กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ได้กำหนดข้อห้ามอย่างชัดเจนสำหรับการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ หรือไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานอิสระที่มีความน่าเชื่อถือ โดยห้ามภาคธุรกิจใช้คำนิยามที่มีความหมายกว้างและไร้หลักฐานรองรับ เช่น คำว่า รักษ์โลก หรือ Environmentally friendly และคำว่า เป็นมิตรต่อภูมิอากาศ หรือ Climate-friendly หากสินค้าเหล่านั้นไม่มีการอ้างอิงและยืนยันตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังห้ามการโฆษณาที่อ้างอิงภาพรวมความยั่งยืนจากข้อเท็จจริงเพียงส่วนเล็กน้อย เช่น การนำเสนอว่าเป็นครีมรักษ์โลก ทั้งที่มีเพียงส่วนของบรรจุภัณฑ์แค่ 30% เท่านั้นที่สามารถนำมารีไซเคิลได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการควบคุมการกล่าวอ้างเรื่อง เป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ซึ่งกฎระเบียบฉบับนี้ระบุว่า ธุรกิจจะไม่สามารถนำการซื้อใบรับรองการชดเชยคาร์บอน หรือ Carbon Offset มาใช้เคลมว่าตัวสินค้าเป็นศูนย์ได้อีกต่อไป แต่จะต้องเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น รวมถึงห้ามนำประเด็นที่กฎหมายมีผลบังคับใช้อยู่แล้วมาโฆษณาเป็นจุดเด่นทางการค้า เช่น การอ้างว่าสินค้าปราศจากสารพิษที่กฎหมายสั่งห้าม ตลอดจนการห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนที่แบรนด์สร้างขึ้นมาเอง โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอก หรือผ่านระบบตรวจสอบที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรม
สำหรับแนวทางการปรับตัวของ ธุรกิจไทย เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data-Driven Marketing แทนการใช้คำโฆษณาที่สวยหรู โดยเปลี่ยนมาเน้นการสื่อสารด้วยตัวเลขและข้อมูลสถิติที่วัดผลได้อย่างน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งดำเนินการตรวจสอบและขอใบรับรองมาตรฐานความยั่งยืนจากหน่วยงานภายนอก หรือ Third-party Verification ที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรป นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะต้องสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Transparency ด้วยการจัดเก็บข้อมูลตลอดกระบวนการผลิต เนื่องจากในอนาคตการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องลงลึกถึงระดับวัฏจักรชีวิตของสินค้า หรือ Life Cycle
