ข่าว
เคทีซี เผยยอดใช้จ่ายสงกรานต์ชลบุรีพุ่งอันดับหนึ่ง สทช. รุดเสนอ 4 มาตรการรัฐพยุงการท่องเที่ยวไทย เตรียมเผชิญความท้าทาย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เคทีซี (KTC) เผยข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 พบว่าจังหวัดชลบุรีครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนกระแสค่าครองชีพ ขณะที่ภาคเอกชนในพื้นที่เร่งเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อทดแทนตลาดต่างชาติกลุ่มระยะไกลที่เริ่มชะลอตัวจากปัญหาต้นทุนการเดินทาง
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ข้อมูลระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเน้นการท่องเที่ยวแบบขับรถเที่ยวเอง (Drive Tourism) เพื่อบริหารงบประมาณ ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายในหมวดโรงแรมเพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหารเพิ่มขึ้น 12% โดยเฉพาะในพื้นที่ชลบุรีที่มียอดการใช้จ่ายเติบโตขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทางด้าน นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.) ให้ข้อมูลเสริมว่า แม้อัตราการเข้าพักในชลบุรีช่วงสงกรานต์จะอยู่ที่ 80–90% แต่ถือว่าลดลงจากปีก่อนที่พักเต็ม 100% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ลดลง 5-15% เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้นถึง 2–3 เท่าจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ สอดคล้องกับตัวเลขของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่ารายได้หลักยังคงต้องพึ่งพาต่างชาติที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,000–5,000 บาทต่อคนต่อวัน
เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเดินหน้าต่อได้ สทช. ได้เสนอ 4 มาตรการสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่ 1. การกระตุ้นโครงการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” 2. การสนับสนุนให้ค่าน้ำมันหรือค่าเดินทางนำมาลดหย่อนภาษีได้ 3. การเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุนการเดินทาง และ 4. การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0% ให้ผู้ประกอบการลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์หรือสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี ย้ำว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งหากสถานการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินยังยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบให้รายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีลดลงถึง 30–40% การหันมาให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) อย่าง จีน อินเดีย ไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ควบคู่ไปกับการกระตุ้นไทยเที่ยวไทยจึงเป็นทางออกที่จำเป็นในขณะนี้
