ข่าว
จับตาเขย่าราคาพลังงานไทย หลังน้ำมันโลกพุ่งสูงรับวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมจ่อคุมค่าการกลั่น
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รายงานสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยและสถานการณ์โลก ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยน้ำมันดิบ WTI ทะยานแตะระดับ 111.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่รัฐบาลไทยเร่งพิจารณามาตรการควบคุม ค่าการกลั่น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้ฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะยังคงติดลบเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แต่ยืนยันปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศยังมีเพียงพอใช้ได้นานกว่า 100 วัน
สถานการณ์พลังงานโลกทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากอิหร่านยังคงควบคุมการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จนส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคา น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณข่มขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังมีมาตรการผ่อนปรนโดยยกเว้นการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อชะลอวิกฤตราคาเชื้อเพลิงและภาวะเงินเฟ้อที่กำลังลุกลาม ในขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในการจัดตั้งกองกำลังคุ้มครองการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 ประเทศไทย มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ประมาณ 106 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 19 วัน น้ำมันระหว่างการขนส่ง 32 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันการจัดหาแล้ว 30 วัน โดยข้อมูลการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซลล่าสุด พบว่าสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 84.28 ล้านลิตร และมีการจำหน่ายอยู่ที่ 78.79 ล้านลิตร ด้านราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของ ปตท. (PTT) พบว่า น้ำมันดีเซล (Diesel B7) อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (Gasohol 95) อยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร และ อี 20 (E20) อยู่ที่ 38.95 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่าราคาในไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ที่มีราคาสูงถึง 52-112 บาทต่อลิตร
ด้านมาตรการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลได้มอบหมายให้ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน เร่งหาแนวทางบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งขณะนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund) มีฐานะประมาณการติดลบอยู่ที่ 49,403 ล้านบาท และยังต้องแบกรับภาระชดเชยราคาน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,159 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนมากเกินไป
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการ คตร. เปิดเผยว่า “ที่ประชุมกำลังพิจารณาแนวคิดการกำหนดเพดานและพื้นราคา (Floor & Ceiling) เพื่อควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเสนอเพดานสูงสุดไม่เกิน 3 บาท และขั้นต่ำประมาณ 1 บาทเศษ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและคุ้มครองผู้ประกอบการไม่ให้ขาดทุนหนัก” อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังต้องรอการชี้แจงข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งก่อน ซึ่งหากโรงกลั่นสามารถเสนอแนวทางปรับลดราคาได้เอง ภาครัฐอาจไม่จำเป็นต้องใช้ระบบควบคุมราคามาบังคับใช้ โดยคาดว่าจะมีการเคาะข้อสรุปทั้งในส่วนของค่าการกลั่นและค่าการตลาดในการประชุมช่วงเย็นวันนี้
