Connect with us

ข่าว

TISCO ESU ชี้ 4 เสาหลัก “NATO-IMF-ภาษี-ดอลลาร์” พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก หลังนโยบาย 100 วัน “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

Published

on

TISCO ESU Team

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เผยบทวิเคราะห์นโยบาย 100 วันแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง โดยระบุว่านโยบาย 4 เสาหลักของทรัมป์ ได้แก่ ความมั่นคง (NATO), องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank), การค้า (Tariff) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกและสร้างความได้เปรียบระยะยาวให้กับสหรัฐฯ

นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์จาก TISCO ESU กล่าวว่า แม้หลายฝ่ายมองว่านโยบายของทรัมป์ไร้ทิศทาง แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่ามีลักษณะของ “ความโกลาหลที่ควบคุมได้” (Controlled Chaos) ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่

ในด้านความมั่นคง (NATO) สหรัฐฯ ผลักดันให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อลดภาระทางการเงินของตนเอง เช่น การขู่ยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน ทำให้เยอรมนีเพิ่มงบประมาณกลาโหม และสหภาพยุโรปเริ่มมาตรการ EU ReArm เพื่อเร่งลงทุนด้านยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นประกาศเพิ่มงบประมาณกลาโหมสู่ระดับ 2% ของ GDP เพื่อให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ราบรื่นขึ้น

ด้านการเงินระหว่างประเทศ (IMF และ World Bank) สหรัฐฯ ต้องการปฏิรูปโครงสร้างและบทบาทองค์กรให้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาการค้าไม่สมดุล การเกินดุลการค้าเรื้อรัง และปัญหาความยากจน โดยเฉพาะการขาดแคลนพลังงานในประเทศกำลังพัฒนา และมองว่า World Bank ควรเป็นศูนย์กลางเผยแพร่เทคโนโลยีพลังงานที่เชื่อถือได้ เช่น พลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์

Advertisement

ด้านการค้าผ่านภาษีศุลกากร (Tariff) สหรัฐฯ ใช้อัตราภาษีนำเข้าสูงเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และเพิ่มอำนาจต่อรอง เปลี่ยนจากผู้นำระบบการค้าเสรีสู่แนวคิดพาณิชย์นิยม และเล็งตั้งอัตราภาษีศุลกากรสูงถึง 15-20% กดดันให้ประเทศคู่ค้าเร่งเจรจาเพื่อลดอัตราภาษี

ด้านการเงิน (Dollar) สหรัฐฯ บริหารจัดการค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ขณะที่ยังรักษาความเชื่อมั่นและสถานะสกุลเงินสำรองของโลก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยผลลัพธ์จากการแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่เกินดุลการค้าเรื้อรัง  

TISCO ESU ประเมินว่า แม้นโยบายของทรัมป์มีเป้าหมายชัดเจน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากการตอบโต้ของประเทศคู่แข่ง เช่น จีน และแรงสั่นสะเทือนจากตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะแรงเทขายพันธบัตรและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพลิกโฉมเศรษฐกิจ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับอันตรายแตะ 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 120% ของ GDP และมีแนวโน้มทะลุ 200% ภายในปี 2593 ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ส่งผลให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติต่อเนื่อง” นายธนธัช กล่าว

Advertisement
Continue Reading
Advertisement