Connect with us

ข่าว

ITD เปิดรายงาน Trade Intelligence Report 2025 ชี้กลุ่ม CLMV ผูกติดเศรษฐกิจกับชาติมหาอำนาจสูง

Published

on

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) - International Institute for Trade and Development

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เผยแพร่ Trade Intelligence Report 2025 ภายใต้โครงการประชาคมข่าวกรองทางการค้าแห่งชาติ ปี 2568 เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านการค้า และขับเคลื่อน “ประชาคมข่าวกรองทางการค้า” ที่เข้มแข็งทั้งภายในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อรับมือและคว้าโอกาสในสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนนี้ ณ Movenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

สุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ระบุว่า พันธกิจของ ITD ส่วนหนึ่งคือการส่งเสริมการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งก่อนการดำรงตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีปัจจัยต่างๆมากมาที่เปลี่ยนแปลงโลก แต่เมื่อทรัมป์เข้ามาก็มองว่ายิ่งเป็นปัจจัยให้ผลงานของสถาบันฯ มีส่วนสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้เริ่มศึกษาและสร้างพันธมิตรในกลุ่ม CLMV ก่อน เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ดีซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งป้องกันสิ่งที่ไม่ดี จนกลายเป็นการสร้างข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ และนำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสร้างอำนาจการต่อรองต่อชาติมหาอำนาจอื่นๆของโลกในฐานะกลุ่มชาติอาเซียน โดย Trade Intelligence Report 2025 ซึ่งจัดทำเป็นปีที่ 2 จะมีทั้งหมด 6 รายงาน คือ แบ่งตามรายประเทศ CLMVT (รวมไทย) และสรุปรวมในระดับภูมิภาค เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงข้อมูลต่อการสร้างนโยบายต่อไป

เศรษฐกิจเพื่อบ้านไทยตามมาติดๆ

วิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ระบุว่า จากรายงาน Trade Intelligence Report 2025 พบว่า ประเทศเพื่อนบ้าน CLMV เติบโตกลับมาจากช่วงโควิด-19 อย่างรวดเร็ว โดยเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศราว 1-5% แม้ว่าจะไม่เยอะมากแต่ก็ถือว่ารวดเร็ว ซึ่งเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญจากผลของสงครามเซมิคอนดักเตอร์ ระหว่างสหรัฐและจีน ส่วน สปป.ลาว ได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟ โดยไทยและเวียดนามมีความโดดเด่นเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลมากที่สุด

วิมล ปั้นคง วิเคราะห์ตามรายงานว่า ไทยนั้นเป็นผู้เล่นที่สำคัญ มีการพัฒนา-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมากที่สุดในอาเซียน แต่ก็มองว่าเวียดนามจะตามมาติดๆในอนาคต

ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ไทยมีการพัฒนามากที่สุด ขณะที่เมียนมาและลาวก็พยายามตามมาติดๆในการเชื่อมโยงโครงสร้างคมนาคม เพื่อกลายเป็นจุดเชื่อมต่อทางพื้นดิน (Land Link) จะภูมิภาคอื่นๆที่สำคัญ ผ่านไทยไปยังชาติอื่นในอาเซียนผ่านไทย 

Advertisement

ส่วนความเสี่ยงที่มีความท้าทายในอนาคตคือเศรษฐกิจในกลุ่ม CLMV คือการผูกพันทางเศรษฐกิจสูงกับชาติมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐและจีนเป็นหลัก ซึ่บมีผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าของชาติมหาอำนาจ จนอาจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ขณะที่ทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาแรงงาน เมื่อสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวเพื่อนบ้านก็มีโอกาสที่เด็กจะหลุดขากระบบการศึกษาสูง ซึ่งการพัฒนาบุคลากรต้องใช้เวลา จึงเป็นอีกความท้าทายที่สำคัญ

รองผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ระบุว่า สำหรับไทย ต้องเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้าน ทั้งการเชื่อมต่อทางคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูงกับลาว ที่เชื่อมกับจีนเป็นหลัก โดยไทยมีการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านราว 10% คิดเป็นการส่งออกราว 26,000 ล้านดอลลาร์

กัมพูชา ใช้อิธิพลทางเศรษฐกิจจากจีนมาหาประโยชน์ให้ประเทศ

ร้อยโท ดร.พันธ์รบ ราชพงศา ผู้อำนวยการกลุ่มงาน Trade Intelligence and Development Team (ITD) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ระบุว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในกัมพูชาพบว่าสูงมาก จึงทำให้สหรัฐฯ เก็บมาตรการทางภาษีสูงกว่าชาติอื่นๆในภูมิภาค แม้ว่าในมุมนึงจะพึ่งพามากเกินไป แต่มุมมองของกัมพูชาคือการพึ่งพาจีนในการพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สังเกตุได้จากการพยายามสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายๆจุดของประเทศ เช่นใน เสียมราฐ ซึ่งสิ่งที่กัมพูชาขาดคือผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ เพื่อส่งเสริมการค้าขายกับประเทศรอบข้าม ซึ่งสภานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาก็เชื่อว่าหากคลี่คลายก็ต้องใช้เวลาเยียวยากัน ซึ่งหากจบไม่ได้ในระยะสั้น การผลิตบางอย่างที่เราส่งวัตถุดิบบางอย่างไปผลิตชิ้นส่วนที่กัมพูชา เพื่อลดต้นทุนและนำกลับมาประกอบในไทย ก็จะหยุดชะงักลง ซึ่งรัฐบาบก็ต้องเข้ามาดูในส่วนนี้

ส่วนเมียนมานับว่าเป็นประเทศที่ต้อนรับไทยมากๆ เพราะเราเคยช่วยเขาไว้เยอะ แต่ด้วยสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ทำให้การลงทุนบางอย่างมีข้อจำกัด รวมถึงเรื่องความเสถียรของไฟฟ้า แต่ก็มีการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ที่มีไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางตัวเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ตัวเองมากขึ้น

เวียดนาม ไม่เคยมองเราเป็นคู่แข่ง ส่วนเรามัวแต่เปรียบเทียบ

อาจารย์ทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ระบุว่า ปัจจัยของเวียดนามที่เติบโตแบบก้าวกระโดด คือ การเมืองที่มีเสถียรภาพ จนทำให้เกิดนโยบายที่รวดเร็วและอีกหนึ่งจุดเด่นของเวียดนามคือ นโยบายที่ตรงไปตรงมา แบบที่ผู้ประกอบการไม่ต้องตั้งคำถามเพราะเห็นประโยชน์โดยตรง นอกจากนนี้ยังมีการพัฒนาบุคคลอย่างรวดเร็วและตามเทรนด์โลกมาก ซึ่งเวียดนามใช้หลักการเคลื่อนตัวแบบเซ็นต์สัญญาก่อนแล้วกฎหมายค่อยตามมาทีหลัง แม้ว่าจะสร้างปัญหาบ้าง แต่ก็มองว่าเป็นแนวทางที่ดี แม้ว่าจะเป็นระบบการเมืองที่แตกต่างก็ตาม 

Advertisement

ขณะที่จุดอ่อนก็มี อย่างระบบราชการ เช่น การขออนุญาตใช้ที่ดินที่ต้องรอผู้ว่าฯ ระดับจังหวัดอนุมัติซึ่งระยะเวลารอไม่ชัดเจน รวมถึงมีการพึ่งพาต่างประเทศเยอะมาก เช่น วัตถุดิบที่นำมาผลิตสิ่งทอที่นำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากเวียดนามขยับตัวได้ดีก็จะไม่ติดกับดักรายได้ปานกลางแบบไทย ซึ่งก็ต้องรอดูกันอีกครั้ง โดยวิธีการคือการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง มากกว่าแค่ OEM แบบไทยเมื่อ 30 ปีก่อน และอีกสิ่งที่ขาดคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถสร้างได้ในไม่กี่วัน (เช่น ทางด่วน รางรถไฟ) รวมถึงกลุ่มธนาคารของเวียดนามก็ยังไม่ได้มีบทบาททางเศรษฐกิจมากนัก

”จากการลงพื้นที่ อย่างผมได้ไปที่เวียดนาม คือ มองว่าเขามุ่งไปในทิศทางเดียว ไม่มองคู่แข่งรอบข้างเลย ยกเว้นเวลามีศึกฟุตบอล ไทย-เวียดนาม แต่เมื่อมาเทียบกับไทยที่พยายามดูตัวเลขและเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งนั่นคือข้อแตกต่างระหว่างเรากับเขา ประกอบกับพฤติกรรมของเวียดนามมีวินัยในการทำงานที่สูงกว่า“ สุภกิจ เจริญกุล กล่าวเสริมในช่วงท้าย