Connect with us

การเมือง

รัฐบาลเดินหน้าปราบทุจริตคดีสวมสัญชาติไทยและกักตุนน้ำมัน ยันขยายผลดำเนินคดีทุกกรณี

Published

on

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในคดีสำคัญ ทั้งกรณีขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสัญชาติไทย และกรณีตรวจพบความผิดปกติน้ำมัน 57 ล้านลิตร พร้อมร่วมมือภาคเอกชนผลักดันภาครัฐระบบเปิดเพื่อป้องกันการทุจริตในระยะยาว

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีการปราบปรามขบวนการว่าจ้างชายไทยจดทะเบียนรับรองบุตรและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติและสูติบัตรไทยโดยมิชอบว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการผ่าน 3 ปฏิบัติการ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ทลายกุมารทิพย์” ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และเพิกถอนรายการแจ้งเกิดเท็จแล้ว 2 ราย ส่วนปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย แบ่งเป็นชาวจีน 2 ราย ชายไทย 3 ราย และเจ้าหน้าที่เขต 1 ราย ก่อนขยายผลออกหมายจับเพิ่ม 35 ราย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

สำหรับปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ระหว่างวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2569 ศาลได้อนุมัติหมายจับ 35 หมาย และจับกุมได้แล้ว 32 ราย โดยศาลไม่อนุมัติให้ประกันตัวผู้ต้องหา 27 ราย เนื่องจากเห็นว่าเป็นขบวนการที่ส่งผลต่อความมั่นคง ส่วนมารดาสัญชาติจีนหลบหนีและเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งนี้ กรมการปกครองได้สั่งเพิกถอนการแจ้งเกิดเท็จทั้งหมดแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อยึดอายัดทรัพย์สิน

ส่วนคดีตรวจพบความผิดปกติของน้ำมันประมาณ 57 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาท กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า ฝ่ายปกครอง กระทรวงกลาโหม และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ร่วมกันตรวจสอบและดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้องรวม 3 คดี ในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและภาคใต้ ซึ่งผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังคลังน้ำมันแห่งอื่น

Advertisement

นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า รัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (Open Government) เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นการยกระดับกลไกการป้องกันทุจริตรูปแบบใหม่ในระยะยาว

Continue Reading
Advertisement