ข่าว
ไลน์แมน วงใน กางแผนรับมือราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมโชว์กำไร คาดรายได้ทะลุ 2 หมื่นล้าน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai) เผยทิศทางธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเตรียมงบประมาณสนับสนุนไรเดอร์หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม พร้อมโชว์ผลประกอบการมีกำไรต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คาดรายปีนี้รายได้ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท เร่งนำ AI ยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจและบริการใหม่ ทั้งกลุ่มความงามและโทรเวชกรรม (Telepharmacy) เพื่อสร้างความพร้อมก่อนเดินหน้าเข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในจังหวะที่เหมาะสม
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai) เปิดเผยผ่านรายการสดทาง Bloomberg TV ณ ประเทศสิงคโปร์ ถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงครามต่อธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ว่า บริษัทกำลังจับตามองราคาน้ำมันในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของไรเดอร์ ซึ่งทางบริษัทพร้อมจะปลดล็อกงบประมาณสนับสนุนชั่วคราวเพื่อให้ระบบยังคงดำเนินต่อไปได้สำหรับทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังประเมินว่าหากค่าครองชีพและราคาสินค้าสูงขึ้นอาจทำให้ตลาดหดตัวชั่วคราว แต่ในทางกลับกันอาจกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อยอดการสั่งอาหาร
ในด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในองค์กร นายยอดระบุว่าปัจจุบันได้มีการปรับตัวในหลายส่วน ทั้งฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายขาย และวิศวกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึงโครงการใหม่ ๆ เช่น ระบบทวงถามหนี้ (Debt Collection), การรับสมัครไรเดอร์ และระบบ AI สำหรับเครื่องชำระเงิน POS (Point of Sale) ภายใต้ชื่อ Genie ที่สามารถตอบคำถามร้านค้าได้ทันที ทั้งนี้บริษัทยังได้แต่งตั้งรองประธานฝ่าย AI (VP of AI) และปรับโครงสร้างให้วิศวกร AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกทีมทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมหากเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT หรือ Gemini เปิดให้เชื่อมต่อระบบในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับภาพรวมธุรกิจ นายยอดกล่าวว่า “โมเดลธุรกิจแบบ Integrated Ecosystem ที่เราทำอยู่นี้มันได้ผล LINE MAN Wongnai มีกำไรตั้งแต่ปีที่แล้ว จากรายได้ที่มาจากหลากหลายธุรกิจและการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีรายได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท และมีกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมพอสมควร ทำให้มีความพร้อมในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในจังหวะที่เหมาะสม”
ปัจจุบันบริษัทไม่ได้ขยายตัวเพียงแค่ธุรกิจอาหาร แต่กลุ่ม Mart delivery เติบโตเกือบ 100% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึงการรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมความงาม (Beauty) และการขายยาออนไลน์ (Telepharmacy)
ส่วนแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นายยอดให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงและสหรัฐอเมริกาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแง่ของสภาพคล่องและฐานนักลงทุน แต่ประเทศไทยคือบ้านและการเป็นบริษัทมหาชนในไทยจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การเป็นนายจ้าง (Employer Branding)
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีเวลาในการตัดสินใจเพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนมีแผนจะนำไปใช้ในการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงขยายตลาดไปในด้านสุขภาพ เทคโนโลยี และความงาม โดยในระยะนี้จะยังเน้นการเติบโตภายในประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีมูลค่าสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
