ข่าว
แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศปวดหลังเรื้อรังเสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้น กระทบประสิทธิภาพการทำงาน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – แพทย์เฉพาะทางเตือนกลุ่มคนวัยทำงานอย่าชะล่าใจกับอาการปวดหลังที่ดูเหมือนเป็นเพียง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เพราะอาจเป็นสัญญาณอันตรายของ หมอนรองกระดูกปลิ้น หรือ หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) และคุณภาพชีวิต หากปล่อยไว้จนเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพ โดยปัจจุบันพบสถิติผู้ที่มีอาการปวดหลังสูงถึง 80% ของประชากรโลก และมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุระหว่าง 30-50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังประจำ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ (S Spine and Joint Hospital) เปิดเผยว่า อาการ ปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนวัยทำงานสูญเสียความสามารถในการทำงาน ทั้งจากการลาป่วยหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะพฤติกรรมการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การยกของผิดท่า หรือการก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เกิดแรงกดทับสะสมที่หมอนรองกระดูกสันหลัง จนเกิดการเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมและไปกดทับเส้นประสาทในที่สุด
ข้อมูลด้านชีวกลศาสตร์ระบุว่า แรงกดต่อหมอนรองกระดูกในท่านั่งมีค่าสูงกว่าท่ายืนประมาณ 40% และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าเมื่ออยู่ในท่าก้มตัว ทำให้ปัจจุบันพบภาวะ หมอนรองกระดูกเสื่อม ในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น โดย นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติของเนื้อเยื่อส่วนนี้ว่า “หมอนรองกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง การได้รับสารอาหารจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย หากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น”
สำหรับระดับความรุนแรงของโรคสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระยะ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulge) ไปจนถึงระยะที่เนื้อเยื่อด้านในดันออกมาจนกดทับเส้นประสาท หรือ หมอนรองกระดูกยื่น (Disc Protrusion) ซึ่งจะเริ่มมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา หากปล่อยไว้จนถึงขั้น หมอนรองกระดูกแตก (Disc Extrusion) หรือ หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) เข้าไปในช่องไขสันหลัง จะส่งผลให้เกิดอาการปวดรุนแรง มีอาการชา และสูญเสียการควบคุมร่างกายบางส่วน
อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก โดยผู้ป่วยประมาณ 80-90% สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีประคับประคองโดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น การทำกายภาพบำบัด การใช้ยา และการปรับพฤติกรรม “ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรม ซึ่งมีรายงานว่าประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์” นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ กล่าวเสริม
ในกรณีที่การรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล ยังมีทางเลือกเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ อาทิ การใช้ เลเซอร์ลดแรงดันหมอนรองกระดูก (Laser Disc Decompression) หรือหากมีความรุนแรงแพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง (Minimally Invasive Surgery: MIS) ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหรือกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม
