Connect with us

ข่าว

กระทรวงการต่างประเทศกางแผนรีแบรนด์ “เทศกาลไทย” ดึง Soft Power สร้างภาพลักษณ์ใหม่บนเวทีโลก

Published

on

นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส และอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงการต่างประเทศ เดินหน้ายุทธศาสตร์สร้างแบรนด์ประเทศ หรือ Nation Branding ผ่านการปรับโฉมงาน เทศกาลไทย หรือ Thai Festival ทั่วโลก เพื่อปรับเปลี่ยนภาพจำของชาวต่างชาติต่อประเทศไทยให้มีความทันสมัยและครอบคลุมมิติใหม่ๆ มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการนำเสนอ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และประเด็นร่วมสมัยระดับโลก เช่น สมรสเท่าเทียม และ T-Pop หวังดึงดูดคนรุ่นใหม่และตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก

นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส และอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียง อาหาร วัด และชายหาด ซึ่งแม้จะเป็นจุดแข็งที่ทรงพลัง แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาพจำเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างตัวตนของประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมาการจัดงานเทศกาลไทยของ สถานเอกอัครราชทูต และ สถานกงสุลใหญ่ ทั่วโลกขาดเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจนร่วมกัน จึงจำเป็นต้องมีการรีแบรนด์ (Rebrand) เพื่อสร้าง เอกภาพ และแรงกระเพื่อมในระดับสากล

ในปี 2568 กรมสารนิเทศได้ปรับโมเดลการจัดงานใหม่ภายใต้แนวคิด Creative Pulse โดยกำหนดสัดส่วนเนื้อหาแบบ 40:60 ซึ่ง 40% คือเนื้อหาหลักที่ส่วนกลางกำหนดเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก ส่วนอีก 60% เปิดโอกาสให้แต่ละสถานทูตปรับเปลี่ยนตามบริบทของแต่ละประเทศ นายนิกรเดชระบุว่า วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่แค่การให้คนจำบูธได้ แต่ต้องการให้ผู้ร่วมงานรู้สึกประทับใจจนอยากเดินทางมาสัมผัสประเทศไทยด้วยตัวเอง

“เราอยากให้ Thai Festival สะท้อนความจริงของประเทศไทย ว่าเรามีมากกว่านวดไทย มวยไทย เช่น เราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม เรานำศิลปินซีรีส์วาย คอนเสิร์ต T-Pop และคอนเทนต์ต่างๆ ไปทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเรามากขึ้น” นายนิกรเดช กล่าว

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ได้มีการต่อยอดสู่แนวคิด Creative Life and Creative Heartbeat หรือ ชีวิตและพลังสร้างสรรค์ โดยเน้นการใช้ Brand CI และมาสคอต (Mascot) สัญลักษณ์ตัวอักษร “a” (@) เพื่อสร้างการจดจำที่เป็นหนึ่งเดียว พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนทรัพยากรและองค์ความรู้ให้การจัดงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำเร็จในปีที่ผ่านมามียอดผู้เข้าร่วมงานใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก รวมกว่า 2 – 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 300,000 คน นายนิกรเดชคาดหวังว่าในระยะยาว งานเทศกาลไทยจะต้องกลายเป็นกิจกรรมที่คนทั่วโลกตั้งตารอในปฏิทินประจำปี พร้อมสะท้อนภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี การแพทย์ และ Digital Nomads รวมถึงตอกย้ำจุดยืนของไทยในฐานะ Middle Power หรือประเทศขนาดกลางที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎระเบียบโลกใหม่

Advertisement
Continue Reading
Advertisement