การเมือง
สุรพงษ์ ชูโมเดล 30 บาท AI ปฏิรูปสาธารณสุขไทย มุ่งเป้าจ่ายเงินตามผลลัพธ์การรักษาและกระจายอำนาจโรงพยาบาล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เสนอยุทธศาสตร์การผ่าตัดโครงสร้างสาธารณสุขไทยครั้งใหม่ผ่านนโยบาย 30 บาท AI ในเวทีเสวนา “Health Check-up: ตรวจอาการ ปฏิรูปใหญ่ ระบบสุขภาพไทย” โดย The Active ThaiPBS และ Health Focus ณ อาคารรัฐสภา โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านระบบการทำงานจากรูปแบบเดิมสู่ Value-Based Care หรือการจ่ายค่ารักษาตามผลลัพธ์ เพื่อแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนและวิกฤตบุคลากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืน พร้อมย้ำให้ภาครัฐปรับทัศนคติโดยมองงบประมาณสุขภาพเป็นการลงทุนไม่ใช่ภาระ และผลักดันให้โรงพยาบาลปรับตัวสู่รูปแบบการบริหารจัดการตนเองเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน
นพ.สุรพงษ์ ระบุว่าปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนในปัจจุบันถือเป็นโอกาสในการปรับปรุงระบบอย่างจริงจัง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปฏิวัติการจัดการข้อมูล (Data) ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าแยกงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลออกจากงบรักษาพยาบาล และทำลายวัฒนธรรมการหวงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Data Linkage อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้หากสามารถนำ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มาวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะช่วยให้การพยากรณ์โรคโดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีความแม่นยำมากขึ้น และแก้ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่มักอ้างอิงจากงานวิจัยเก่าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายในอนาคต พรรคเพื่อไทยพร้อมผลักดันโมเดล 30 บาท AI เพื่อใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการจ่ายเงินจากแบบเหมาจ่ายรายหัว ไปสู่การจ่ายตามคุณค่าและผลลัพธ์ของการรักษา โดยมีแผนจะเริ่มทดสอบในรูปแบบพื้นที่นำร่อง หรือ Sandbox เมื่อโครงสร้างข้อมูลมีความพร้อม ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพื่อควบคุมงบประมาณและยกระดับคุณภาพบริการไปพร้อมกัน
“ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ข้อมูลเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล และทำอย่างไรให้ข้อมูลนี้สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์วิจัยได้” นพ.สุรพงษ์ กล่าวเน้นย้ำถึงสิทธิในข้อมูลของภาคประชาชน นอกจากนี้ยังได้เสนอทางออกเรื่องงบประมาณในระยะยาวว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health) ต้องบูรณาการข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อมุ่งสู่การเป็น Digital Hospital ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารเห็นสถานะการเงินและสถานการณ์ผู้ป่วยได้แบบ Real-time ช่วยให้การตัดสินใจงบประมาณตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์
ในส่วนของการแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ นพ.สุรพงษ์ เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างไปสู่การบริหารจัดการตนเองและการกระจายอำนาจ โดยยกตัวอย่างรูปแบบ องค์การมหาชน เช่น โมเดลของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ที่มีความคล่องตัวสูงกว่าระบบราชการปกติ พร้อมทั้งเสนอให้ปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขให้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) เท่านั้น และไม่ควรควบตำแหน่งผู้ให้บริการ (Provider) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ท้ายที่สุด นพ.สุรพงษ์ ยืนยันว่าการแก้ปัญหาสาธารณสุขไทยต้องอาศัยการ “คิดใหญ่” เหมือนเมื่อครั้งเริ่มนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในอดีต โดยการทำให้โรงพยาบาลมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาระบบนิเวศของสาธารณสุขไทยได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละจุด
