ข่าว
OutSystems ชี้เทรนด์ AI ปี 2569 ยุคแห่ง Agentic Systems และ Vertical AI นักพัฒนาเปลี่ยนบทบาทสู่ผู้วางสถาปัตยกรรม
สำนักข่าวบริคอินโฟ – OutSystems (เอาท์ซิสเต็มส์) เผยทิศทางเทคโนโลยีปี 2569 ชี้ AI ระดับองค์กร กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ไปสู่แนวคิด “การผสานองค์ประกอบอัจฉริยะ” (Intelligent Composition) และการใช้งาน Agent-as-a-Service อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแนวโน้มนี้จะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยี และบีบให้บทบาทของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องปรับตัวจากการเขียนโค้ดแบบเดิม ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบและกำกับดูแลระบบเอเจนต์ที่มีความซับซ้อน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคธุรกิจมากกว่ากระแสความตื่นตัวทางการตลาด
วูดสัน มาร์ติน (Woodson Martin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OutSystems ระบุว่า ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของ AI ระดับองค์กร จะอยู่ที่ “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่ตัว “โมเดล” อีกต่อไป ยุคที่องค์กรแข่งกันสร้าง LLM ของตนเองได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยตลาดกำลังหันไปหาโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและต้นทุนต่ำกว่า เช่น โมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLMs) หรือ โมเดลเฉพาะทาง (Vertical Models) แม้ว่า LLM เพียงไม่กี่รายจะครองตลาดผู้บริโภค แต่ผู้นำองค์กรจะมีทางเลือกมากขึ้นในการใช้เอเจนต์ที่เชื่อมต่อกับโมเดลภาษาได้หลากหลาย โดยวูดสันกล่าวว่า “ความเป็นเจ้าของตัวโมเดลจะมีความสำคัญลดลงเมื่อเทียบกับการบริหารจัดการวงจรการทำงาน (Lifecycle) อย่างครบถ้วน แพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการประสานงานเอเจนต์แบบหลายโมเดลได้อย่างปลอดภัย มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน และรองรับโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน จะเป็นผู้สร้างและครอบครองคุณค่าในห่วงโซ่คุณค่านี้”
ด้าน หลุยส์ บลันโด (Luis Blando) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี OutSystems มองว่าปี 2569 คือปีแห่งการเผชิญความจริง (Reality Check) ของอุตสาหกรรม AI โดยกระแสความคาดหวังที่เกินจริงกำลังลดลง และถูกแทนที่ด้วยการใช้งานจริงผ่าน ระบบเอเจนต์ (Agentic Systems) ในสภาพแวดล้อมการผลิตเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ การพัฒนาจะมุ่งสู่ Vertical AI หรือ AI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งใช้โมเดลที่ฝึกฝนจากข้อมูลและเวิร์กโฟลว์เฉพาะทาง มากกว่าการใช้ AI อเนกประสงค์แบบครอบจักรวาล โดยองค์กรที่สามารถผสานการทำงานของโมเดลเหล่านี้เพื่อผลลัพธ์ที่วัดผลได้ จะเป็นผู้นำตลาดในปีนี้
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน เตียโก อเซเวโด (Tiago Azevedo) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ OutSystems ชี้ว่า ความต้องการด้านข้อมูลสำหรับ Agentic AI จะผลักดันให้ตลาดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล AI มีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 โดยต้องรองรับทั้ง CPU, GPU, TPU และการจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ การเข้ามาของ Agentic AI ที่ช่วยจัดการงานซ้ำซาก จะช่วยคืน “ความเป็นมนุษย์” สู่องค์กร โดยปลดล็อกให้พนักงานโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เฉลี่ย 30% ต่อคน
ขณะที่ มิเกล บัลตาซาร์ (Miguel Baltazar) รองประธานฝ่ายนักพัฒนาสัมพันธ์ OutSystems คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2569 นักพัฒนามากกว่า 75% จะเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็น “ผู้วางสถาปัตยกรรมทางปัญญา” (Cognitive Architects) ทำหน้าที่ออกแบบ “พิมพ์เขียวแห่งความคิด” (Blueprints of Thought) เพื่อกำหนดตรรกะการตัดสินใจของ AI แทนการเขียนโค้ดแอปพลิเคชันแบบเดิม โดยระบุว่า “นักพัฒนาในบทบาทใหม่นี้จะทำหน้าที่ย่อยปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน และออกแบบพิมพ์เขียวแห่งความคิด เพื่อกำหนดกรอบและตรรกะว่าระบบ AI ควรคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างไร” ทั้งนี้ กลุ่มนักพัฒนาแบบ Low-code จะมีความได้เปรียบในการเปลี่ยนผ่านนี้เนื่องจากความคุ้นเคยในการแปลงโจทย์ธุรกิจเป็นเวิร์กโฟลว์อยู่แล้ว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง เทคโนโลยีที่มีจริยธรรม (Ethical Tech) และการกำกับดูแล (Governance) จะกลายเป็นปัจจัยการลงทุนที่สำคัญที่สุด โดยคาดว่าการลงทุนด้าน ESG และ Impact Investment จะขยายตัวแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
