Connect with us

ข่าว

เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง กางแผนธุรกิจปี 2569 ปรับพอร์ตรับกำลังซื้อชะลอตัว ชู Greenovation มุ่งเป้า Net Zero

Published

on

เอสซีจีรายงานผลประกอบการปี 2567 กำไรสุทธิ 6.3 พันล้านบาท กระแสเงินสด 5.4 หมื่นล้านบาท พร้อมจ่ายปันผล 5 บาท/หุ้น

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง (SCG Smart Living) เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจมุ่งสู่ปี 2569 โดยวางกลยุทธ์ปรับพอร์ตโฟลิโอสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ทั้งปัญหากำลังซื้อชะลอตัวและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยยึดแนวคิด Greenovation for Better Living เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กร เน้นการพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เพื่อรองรับความท้าทายของตลาดวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ควบคู่ไปกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission)

นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ภายใต้ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและความคุ้มค่ามากขึ้น กลยุทธ์หลักจึงเน้นการผสานนวัตกรรมเข้ากับความยั่งยืน เริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหา (Pain Point) ของผู้บริโภค แล้วพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้จริง โดยตัวอย่างนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ กระเบื้องปูพื้นเอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท ที่ใช้เทคโนโลยี HeatSync Technology ช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวได้ 3–7 องศาเซลเซียส และ ผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี ซูเปอร์ ซิลา ที่ใช้เทคโนโลยี Firm & Flex ผสานโครงสร้าง Double Super Molecule และ Ultra Fiber ช่วยลดการแตกหักระหว่างติดตั้งและเพิ่มแรงรองรับการกระแทก

ในด้านการบริหารจัดการพอร์ตสินค้าเพื่อรับมือกับกำลังซื้อที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ SCG Smart Living ได้ดำเนินการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย โดยแบ่งเป็น กลุ่มสินค้า Smart Value Products (SVP) ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับตลาดที่กำลังซื้อชะลอตัว อาทิ กระเบื้องหลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น Celica Curve และ Celica SRA และกลุ่มสินค้า High Value-Added (HVA) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น โซลูชัน ONNEX Active Air Quality และ Active Airflow ที่เน้นเรื่องการหมุนเวียนอากาศและสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการขยายธุรกิจโซลาร์เซลล์ไปยังกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการปรับปรุงกระบวนการผลิต ทางบริษัทได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสียตามแนวทาง Lean Automation โดยมีการใช้ระบบ IoT, AI และระบบบริหารการผลิต MES (Manufacturing Execution System) แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถบริหารจัดการการผลิตได้รวดเร็วและประหยัดพลังงาน รวมถึงการนำนวัตกรรมโดรน (Drone Imaging) และ AI มาใช้ในการตรวจวิเคราะห์สภาพหลังคา เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emission ในระยะยาว

Advertisement

ในมิติของความยั่งยืน เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโรงงานมีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 21% และใช้พลังงานชีวมวลทดแทนก๊าซธรรมชาติถึง 45% โดยผลิตภัณฑ์กว่า 80% ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint of Product – CFP) และตั้งเป้าหมายให้ครบ 100% ภายในปี 2569 รวมถึงการได้รับรองมาตรฐาน EPD International นอกจากนี้ ธุรกิจในเครืออย่าง เอสซีจี รูฟฟิ่ง (SCG Roofing) ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. 9999 ด้านเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการบริหารจัดการที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม