การศึกษา
เด็กหลุดจากระบบการศึกษาพุ่ง! “ชยพงศ์ สายฟ้า” ชี้ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาความยากจน-Bully ในโรงเรียน หลังญี่ปุ่นเผยสถิติน่ากังวล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายชยพงศ์ สายฟ้า รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และนักบริหารการศึกษา ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งรับมือกับปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับปัญหา ความยากจน และ การกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน โดยอ้างอิงจากข้อมูลของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่าในปี 2567 มีนักเรียนไทยหลุดจากระบบไปเกือบ 1 ล้านคน และข้อมูลปี 2568 ที่ชี้ว่าเด็กและเยาวชนไทยกว่า 65.54% เคยถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งโรงเรียนเป็นสถานที่เกิดเหตุหลัก
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวจาก ประเทศญี่ปุ่น ที่กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นเผยผลสำรวจปีงบประมาณ 2567 พบว่ามีเด็กประถมและมัธยมต้น ขาดเรียนเกิน 30 วัน สูงถึง 353,970 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ปกครองหันมาเลือกการเรียนแบบโฮมสคูล (Homeschool) หรือระบบทางไกลมากขึ้น แต่ปัญหาการ กลั่นแกล้ง และความ รุนแรง ในโรงเรียนก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของเด็กอย่างมาก และอาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงกว่านั้นได้
นายชยพงศ์ กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า ควรเร่งรับมืออย่างจริงจัง เนื่องจากในปี 2567 กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานว่า มีนักเรียนกว่า 3 ล้านคน อยู่ภายใต้เส้นความยากจน และมีเด็กที่ หลุดจากระบบการศึกษา ไปถึง 982,304 คน โดยสาเหตุหลักมาจาก ภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอัตราเด็กยากจนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 2 เท่า นายชยพงศ์ จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา, การปรับเงินอุดหนุนรายหัวให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน และการจัดสรร งบประมาณ ตรงถึงผู้ปกครองเพื่อสร้าง ความเสมอภาคทางการศึกษา
นอกจาก ความยากจน แล้ว นายชยพงศ์ ยังระบุว่า ปัญหาการกลั่นแกล้ง หรือ การบุลลี่ (Bullying) ในโรงเรียนก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญของการหลุดจากระบบการศึกษา ข้อมูลในปี 2568 ชี้ชัดว่า เด็กและเยาวชนไทยเคยถูก กลั่นแกล้ง มากถึง 65.54% และ 83.35% ของเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความอับอาย เหนื่อยล้า ไม่อยากไปโรงเรียน และอาจนำไปสู่ความคิด ทำร้ายตนเอง
“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก” นายชยพงศ์ กล่าว “ผู้บริหารโรงเรียนและครูต้องช่วยเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ปัญหา การกลั่นแกล้ง รวมถึงการล่วงละเมิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กและ นักจิตวิทยา ให้คำปรึกษา พร้อมส่งเสริมการสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เกิดการเคารพในความแตกต่าง หลากหลายของคนในสังคม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สบายใจ และมีความปลอดภัย”
พร้อมกันนี้ นายชยพงศ์ ยังเน้นย้ำถึงคำเตือนขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ที่ระบุว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) โลกจะสูญเสียต้นทุนทางสังคมกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงชี้ว่า ประเทศไทย ไม่อาจเพิกเฉยได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อรักษา โอกาสทางการศึกษา ของเยาวชนไว้
