Connect with us

ข่าว

การ์ทเนอร์ชี้ 3 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญสำหรับภาครัฐในเอเชียแปซิฟิกปี 2568 รับมือการเปลี่ยนแปลงด้วย AI และนวัตกรรมดิจิทัล

Published

on

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกปี 2568 จะเติบโตขึ้น 9.8% แต่มุ่งเน้นไปที่การชดเชยราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

สำนักข่าวบริคอินโฟ – การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำ เผย 3 แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญที่จะมีบทบาทต่อการทำงานของภาครัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) ประจำปี 2568 โดยเทรนด์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้นำองค์กรภาครัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดมากขึ้น พร้อมทั้งวางแผนการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายดีน ลาเชกา (Dean Lacheca) รองประธานนักวิเคราะห์ของ การ์ทเนอร์ (Gartner) ระบุว่า ในยุคที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชน ภาครัฐจึงถูกคาดหวังให้มีการพัฒนาบริการที่เข้าถึงง่าย เป็นส่วนตัว และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) จึงต้องหันมาใช้กลยุทธ์ “Technology-Led Innovation” หรือนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและปรับขยายได้ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้กับประชาชน

การ์ทเนอร์ (Gartner) แนะนำให้ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐ หรือ CIO (Chief Information Officer) พิจารณาแนวโน้มเทคโนโลยี 3 ประการต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจลงทุน พัฒนาบริการ และสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ

  1. AI Agents สำหรับการบริการเฉพาะบุคคล: AI Agents คือซอฟต์แวร์ที่ทำงานอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติที่ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการรับข้อมูล ตัดสินใจ และดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ การนำไปใช้ในระยะแรกจะมุ่งเน้นที่การประมวลผลแอปพลิเคชันและการพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย โดยปัจจุบันรัฐบาลหลายแห่งในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) กำลังศึกษาการใช้ AI Agents เพื่อตีความกฎหมายและวางกรอบการกำกับดูแล

นายดีน ลาเชกา (Dean Lacheca) กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้งานร่วมกันของ AI Agents หลายตัวจะได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีมีความสมบูรณ์ และรัฐบาลมีความมั่นใจในการนำมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการยอมรับในที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อการใช้ระบบอัตโนมัติ รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

  1. ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Labs) และ Data Sandbox: นวัตกรรมในหน่วยงานภาครัฐมักถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายด้านข้อมูลและการจัดซื้อจัดจ้าง หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) จึงเริ่มจัดตั้ง ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม (Innovation Labs) และ สภาพแวดล้อมข้อมูลแบบ Sandbox ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อมูลที่ถูกควบคุม เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีการใช้ข้อมูลสังเคราะห์เพื่อเสริมข้อมูลเปิด (Open Data) ในขณะที่ยังคงปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม ของการท่าเรือแห่งประเทศสิงคโปร์ (MPA) สำหรับทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ และโครงการ Digital Identity Wallet Sandbox ของไต้หวัน ส่วนในประเทศออสเตรเลีย ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐต่าง ๆ ก็มีการสร้างพื้นที่นวัตกรรมร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การ์ทเนอร์ (Gartner) แนะนำให้ CIO (Chief Information Officer) ของภาครัฐสร้างข้อพิสูจน์ที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนในนวัตกรรมเหล่านี้ โดยตรวจสอบผลลัพธ์ที่สำคัญที่ได้รับจากห้องปฏิบัติการ

  1. การกำกับดูแล AI (AI Governance): เมื่อ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ภาครัฐจึงเผชิญกับแรงกดดันในการจัดทำกรอบการกำกับดูแล AI เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยง ต้นทุน การควบคุม และคุณค่าที่ได้รับ การ์ทเนอร์ (Gartner) คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 อย่างน้อย 80% ของหน่วยงานภาครัฐจะมีการตรวจสอบและติดตามการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง

นายดีน ลาเชกา (Dean Lacheca) กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องมีการกำกับดูแล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อระบุและลดความเสี่ยง พร้อมทั้งรับประกันว่าการทำงานจะเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) ให้ความสำคัญกับแนวคิด Sovereign AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นอิสระของประเทศ กรอบการกำกับดูแลเหล่านี้จะช่วยให้การนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้ในอนาคตยังคงมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และสามารถปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

Advertisement