ข่าว
ทราฟฟิก GenAI ทั่วโลกพุ่งสูง 890% ในปี 2567 สร้างความท้าทายด้านความปลอดภัยให้องค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รายงาน State of GenAI 2025 จาก พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เผยข้อมูลปริมาณทราฟฟิกของ Generative AI (GenAI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 890% ตลอดปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนำ เครื่องมือ GenAI (Generative AI Tools) ไปใช้งานอย่างแพร่หลายในองค์กร แม้ว่าการเติบโตของ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่รายงานชี้ให้เห็นว่าการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการขาดการกำกับดูแล ได้ขยาย จุดเปราะบางขององค์กร (Attack Surface) ให้ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น
องค์กรต่างๆ ได้เร่งนำ GenAI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การช่วยเขียนเอกสาร การสร้างสรรค์คอนเทนต์ การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเขียนโค้ด ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า และการค้นหาข้อมูลภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม ความแพร่หลายที่รวดเร็วนี้ทำให้องค์กรจัดการความปลอดภัยได้ไม่ทันท่วงที โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละองค์กรต้องบริหารจัดการ แอปพลิเคชัน GenAI ถึง 66 รายการในระบบของตนเอง และ 10% ของจำนวนนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท ความเสี่ยงสูง
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในการนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ โดยกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง ระบบคลาวด์ (Cloud), ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center), จีพียู (GPU) และ แพลตฟอร์ม AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-source AI Platform) การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของประเทศ แต่ยังย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางกรอบแนวทางกำกับดูแล AI ที่เข้มแข็งและยั่งยืน
นายทอม สกัลลี ผู้อำนวยการและหัวหน้าสถาปนิกฝั่งภาครัฐและอุตสาหกรรมสำคัญ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “การนำ AI มาใช้งานสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่เสี่ยงต่อการโจมตี กำลังขยายตัว โดยเฉพาะจากการใช้งาน แอปพลิเคชัน GenAI ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ องค์กรต้องสร้างสมดุลระหว่าง นวัตกรรม (Innovation) กับ การกำกับดูแลที่เข้มงวด (Strict Governance) โดยควรนำ สถาปัตยกรรมความปลอดภัย (Security Architecture) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความเสี่ยงเฉพาะของ AI มาควบคุม ทั้งจาก Shadow AI, การรั่วไหลของข้อมูล ไปจนถึงภัยคุกคามที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นจาก Agentic AI (ระบบ AI ที่คิดและทำได้เอง) ด้วยมาตรการควบคุมความปลอดภัยเชิงรุกที่ปรับและเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ คือสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า องค์กรจะได้รับประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความเชื่อมั่นของประชาชน หรือความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน”
รายงาน State of GenAI 2025 ซึ่งวิเคราะห์จากทราฟฟิกของลูกค้าองค์กรทั่วโลกจำนวน 7,051 ราย ให้ภาพรวมเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางที่องค์กรนำ GenAI มาใช้งานและจุดเปราะบางที่เกิดขึ้น โดยประเด็นสำคัญในรายงานด้านความมั่นคงปลอดภัยของ GenAI ประจำปี 2568 ได้แก่ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้งาน GenAI ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 890% ในปี 2567 และหลังจากการเปิดตัว DeepSeek-R1 ในเดือนมกราคม 2568 ทราฟฟิกที่เกี่ยวข้องกับ DeepSeek พุ่งขึ้นถึง 1,800% ภายในระยะเวลาเพียงสองเดือน
นอกจากนี้ ยังพบ ปัญหาข้อมูลรั่วไหลเพิ่มขึ้น โดยเหตุการณ์ด้าน การป้องกันข้อมูลสูญหาย (Data Loss Prevention) ที่เกี่ยวข้องกับ GenAI เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ปัจจุบันคิดเป็น 14% ของเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางข้อมูลทั้งหมด Shadow AI หรือการใช้ GenAI โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับการรับรองในองค์กร กลายเป็นความเสี่ยงหลักที่สร้างจุดบอดให้กับฝ่ายไอทีและทีมดูแลความปลอดภัย ทำให้การควบคุมการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญทำได้ยากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และ ภาครัฐ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก โมเดล AI ที่มีความเสี่ยงสูง หลายตัวยังคงมีช่องโหว่ต่อการถูกโจมตีแบบ Jailbreak ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย อาทิ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
ในด้านข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) และ การผลิต (Manufacturing) เพียงสองกลุ่มนี้ คิดเป็นสัดส่วน 39% ของธุรกรรม การเขียนโค้ดด้วย AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพา ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) สำหรับประเทศไทย แอปพลิเคชัน AI ที่มีการใช้งานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Grammarly (36.56%) ตามมาด้วย Microsoft PowerApps (30.99%) และ OpenAI ChatGPT (23.41%)
นายปิยะ จิตต์นิมิตร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “ภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยกำลังนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและ นวัตกรรม (Innovation) ด้านบริการ เมื่อการใช้งาน AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างรอบด้าน การวางกรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด การใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรมและปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทย คือ กุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่บทบาทผู้นำด้าน AI ในภูมิภาคในอนาคต”
รายงานฉบับนี้ยังให้คำแนะนำด้านมาตรการที่ควรปฏิบัติสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ศักยภาพของ GenAI อย่างปลอดภัย ได้แก่ การวางมาตรการสอดส่องและควบคุม โดยใช้การตรวจสอบที่ครอบคลุมต่อการใช้งาน แอปพลิเคชัน GenAI และวางนโยบายการเข้าถึงแบบมีเงื่อนไข ตลอดจนจัดการกับสิทธิ์การใช้งานในระดับผู้ใช้และกลุ่มผู้ใช้ นอกจากนี้ ยังเน้นการปกป้องข้อมูลสำคัญ โดยติดตั้ง ระบบตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียลไทม์ (Real-time Content Monitoring) พร้อมการบังคับใช้นโยบายแบบรวมศูนย์ เพื่อช่วยตรวจจับและป้องกันการลักลอบส่งออกข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต สุดท้ายคือการป้องกันภัยคุกคามที่ใช้ AI โจมตี ด้วยการใช้ สถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบซีโรทรัสต์ (Zero Trust Security Architecture) เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ยุคใหม่ มัลแวร์ และการโจมตีด้วย AI ที่ซับซ้อน
