Connect with us

ข่าว

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมแผนรองรับสถานการณ์สู้รบชายแดนสุรินทร์ เน้นดูแลสุขภาพประชาชนในศูนย์อพยพ

Published

on

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health หรือ MOPH) ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โดยจัดทีมงานเพื่อดูแลด้านสุขาภิบาลและสุขภาพของประชาชนในศูนย์อพยพ 66 แห่ง เน้นการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพจิต ความมั่นคงด้านอาหารและน้ำสะอาด การปกป้องกลุ่มเปราะบาง รวมถึงจัดระบบการส่งต่อผู้ป่วยและสำรองเลือด และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเตรียมการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ และปรับโรงพยาบาลพนมดงรักกับโรงพยาบาลกาบเชิงให้เป็น โรงพยาบาลสนาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงมาตรการของนายกรัฐมนตรีในการช่วยเหลือประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ที่ต้องเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวและปรับโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งนี้ หากมีการอพยพประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 144,300 คน โดยได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับ 66 แห่ง ใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปราสาท 28 ศูนย์ รองรับ 67,500 คน, อำเภอสังขะ 28 ศูนย์ รองรับ 59,700 คน, อำเภอลำดวน 6 ศูนย์ รองรับ 10,800 คน, อำเภอศรีณรงค์ 3 ศูนย์ รองรับ 6,000 คน และอำเภอเมืองสุรินทร์ 1 ศูนย์ รองรับ 300 คน ซึ่งศูนย์ในอำเภอเมืองสุรินทร์นี้จัดเตรียมไว้สำหรับชาวต่างชาติหรือบุคคลนอกพื้นที่

กระทรวงสาธารณสุขจะให้ความสำคัญกับการดูแล 6 ด้านหลัก ได้แก่

  • 1) ความเสี่ยงโรคติดต่อ ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่แออัด เช่น โรคทางเดินหายใจ, โรคผิวหนัง, และโรคระบบทางเดินอาหาร
  • 2) การดูแล สุขภาพจิต ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงและความไม่แน่นอน
  • 3) ความมั่นคงด้านอาหารและน้ำสะอาด เพื่อป้องกันปัญหาภาวะทุพโภชนาการและโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ
  • 4) การ ปกป้องกลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้แก่ เด็ก, ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์ และผู้พิการ
  • 5) การจัดตั้ง ระบบส่งต่อผู้ป่วยและสำรองเลือด ระหว่างศูนย์พักพิง, โรงพยาบาลแนวหน้า, และโรงพยาบาลหลัก
  • 6) ความมั่นคงทางไซเบอร์ ของระบบฐานข้อมูลสุขภาพ

นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ดูแลศูนย์อพยพอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความแออัด จัดแบ่งพื้นที่แยกผู้ป่วย, กลุ่มเปราะบาง และจุดบริการสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มให้เป็นไปตามมาตรฐานทุกวัน วางแผนสำรองเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน, ชุดเครื่องมือทางการแพทย์ และระบบเบิกจ่าย พร้อมจัดทีมสอบสวนโรคเพื่อคัดกรองโรคทางเดินหายใจ, ทางเดินอาหาร, และโรคผิวหนัง รวมถึงจัดทีม MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) เพื่อประเมินสุขภาพจิตและดูแลเยียวยาจิตใจประชาชน

นายแพทย์โอภาสกล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สู้รบขึ้น โรงพยาบาลพนมดงรัก และโรงพยาบาลกาบเชิง ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดง (Hot Zone) จะถูกปรับเป็น “โรงพยาบาลในพื้นที่แนวหน้า” เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากเขตชายแดน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น จะปรับเป็น “โรงพยาบาลสนาม” โดยจะมีการคัดแยกผู้ป่วยตามระดับอาการเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลักต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลสุรินทร์, โรงพยาบาลสังขะ, โรงพยาบาลปราสาท, โรงพยาบาลท่าตูม และโรงพยาบาลรัตนบุรี ตามลำดับ

พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะส่งมอบโรงพยาบาลให้ทีมแพทย์ทหารเข้ามาดำเนินการแทน และหากมีความจำเป็นต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม ทีม MERT จังหวัดสุรินทร์ (Medical Emergency Response Team) และเขตสุขภาพที่ 9 จะร่วมดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันได้มีการซักซ้อมแผนอพยพผู้ป่วยของโรงพยาบาลทั้งสองแห่งเรียบร้อยแล้ว

  • ภาพปก : แฟ้มภาพ
Continue Reading
Advertisement