Connect with us

ข่าว

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างปรากฏการณ์ Thai Music Wave ส่งเสริมความเป็นไทยผ่านเสียงเพลง

Published

on

Thai Music Wave

CEA ร่วมกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี สร้างปรากฏการณ์ Thai Music Wave พาศิลปินไทยดังไกลระดับโลก ผ่านโครงการ Music Exchange ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

อุตสาหกรรมดนตรีทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2566 มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 28.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.6 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 10.2 ในขณะที่อุตสาหกรรมดนตรีของไทยพบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2566 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 108 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ หรือราว 3.6 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 จากปีก่อนหน้า ที่น่าสนใจคือกระแส T-Pop ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีศิลปินคนไทยรุ่นใหม่หลายคนสร้างชื่อเสียงในตลาดสากล เช่น ลิซ่า Blackpink/LLoud แบมแบม GOT7 ที่มีแฟนคลับทั่วโลกและเอเชีย วง 4EVE ที่กำลังสร้างกระแสในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงบิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล,  เจฟ ซาเตอร์, KIKI ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีภูมิ วิภูริศ ศิลปินและนักแต่งเพลงชาวไทย ที่สื่อระดับโลกอย่าง Rolling Stone ยกให้เป็นศิลปินน่าจับตามอง จนได้รับความสนใจจากเวทีดนตรีระดับโลกมากขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินไทยมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

นอกจากศิลปินไทยที่สร้างกระแส T-Pop ให้คึกคักแล้ว ประเทศไทยยังมีการจัดเทศกาลดนตรีมากมายที่เปิดโอกาสให้ศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศได้แสดงศักยภาพและดึงดูดผู้สนใจจากทั่วโลกมาเยือน เช่น Big Mountain Music Festival, CAT Expo,  Monster Music Festival, Longlay Beach Life Festival, Wonderfruit, S2O Songkran Music Festival, Very Festival, Maho Rasop Festival ฯลฯ เทศกาลเหล่านี้ไม่เพียงสร้างพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้แสดงความสามารถ แต่ยังดึงดูดศิลปินและนักดนตรีระดับโลกมาร่วมงาน ส่งผลให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยมีความหลากหลายและมีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับสากลสูงยิ่งขึ้น

ตามรายงานการศึกษาสินค้าดนตรีของไทยมีศักยภาพที่จะส่งออกขยายสู่ตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตามธุรกิจค่ายเพลง ศิลปินนักดนตรีของไทยที่เป็นผู้ประกอบการขนาดรายย่อย ขนาดกลางและขนาดย่อม ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคในต่างประเทศ และยังไม่มีหน่วยงานใดให้การสนับสนุนเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออก ด้วยเหตุนี้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ จึงได้ริเริ่มโครงการ Music Exchange โดยร่วมกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมดนตรีไทยสู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โครงการประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรม PUSH ที่มุ่งผลักดันศิลปินไทยสู่เทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เพื่อนำร่องการสนับสนุนให้ศิลปินนักดนตรีของไทยที่ได้รับการตอบรับเข้าแสดงผลงานเพลงในเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติในให้สามารถเดินทางไปร่วมเทศกาลได้  และ 2) กิจกรรม PULL ที่ดึงดูดผู้จัดและบุคลากรสำคัญในอุตสาหกรรมดนตรีโลกให้เข้ามาสัมผัสวงการดนตรีของประเทศไทย

Advertisement

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า โครงการ Music Exchange จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2567 และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ มุ่งสร้างกระแส ‘Thai Music Wave’ ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ โดย CEA สนับสนุนให้ศิลปินไทยที่มีศักยภาพทั้งแบบเดี่ยวและวง ไม่จำกัดแนวดนตรี เพื่อไปแสดงบนเวทีระดับนานาชาติ 80 ศิลปิน/วง ขณะเดียวกันโครงการยังดึงดูดผู้จัดงานเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 75 ราย ให้มารับชมผลงานของศิลปินไทย ผ่านการจัดกิจกรรม Business Matching and Networking ระหว่างผู้จัดงานเทศกาลดนตรีในต่างประเทศกับผู้จัดงานของไทย เพื่อสร้างโอกาสและเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกัน โดยเน้นดึงดูดผู้จัดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหภาพยุโรป และอเมริกา

สำหรับการดำเนินงานของโครงการ Music Exchange ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ศิลปินไทยได้รับโอกาสแสดงผลงานและศักยภาพในเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติมากมาย เช่น One Music Camp 2024 ประเทศญี่ปุ่น, SXSW Sydney 2024 ประเทศออสเตรเลีย, AXEAN Festival 2024 ประเทศอินโดนีเซีย, Zandari Festa ประเทศเกาหลีใต้, Taipei City Idol Expo ที่ไต้หวัน และ Outbreak Winter Fest ประเทศอังกฤษ โดยตัวอย่างความสำเร็จของศิลปินไทยที่สร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติผ่านโครงการนี้ ได้แก่ วง Pretzelle ที่ได้ไปแสดงในเทศกาล Taipei City Idol Expo ที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมชาวไต้หวันและผู้เข้าชมเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นศักยภาพของดนตรีไทยในการเจาะตลาดต่างประเทศ พร้อมตอกย้ำวัตถุประสงค์ของโครงการในการสร้างโอกาสให้กับศิลปินไทยบนเวทีระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ CEA พร้อมเดินหน้าแผนการส่งเสริมและขยายตลาดสำหรับศิลปินไทยในอนาคต ผ่านการสร้างความร่วมมือกับผู้จัดงานเทศกาลดนตรีชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสและเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2568 จะสามารถส่งศิลปินไทยเข้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติได้มากกว่า 100 การแสดง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

“เราเชื่อมั่นว่าโครงการ Music Exchange จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีไทยสู่ตลาดโลก สอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ซึ่งไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้ศิลปินไทยเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาชาวโลก ทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยได้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Music Exchange และกิจกรรมอื่น ๆ ของ CEA ได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th และเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CreativeEconomyAgency

Advertisement