ข่าว
สรุปสเปค Bentley New Continental GT Speed 2024 สุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์เจเนอเรชันใหม่ที่ทรงสมรรถนะ
- Bentley New Continental GT Speed ใหม่เจเนอเรชันที่ 4 อัครยนตรกรรมที่ทรงสมรรถนะที่สุดเท่าที่เคยมีมา
- ขุมพลัง ‘Ultra Performance Hybrid’ 782 แรงม้า 1,000 นิวตันเมตร
- พิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้ากว่า 81 กม. พร้อมอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า 29 ก./กม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- แกรนด์ทัวเรอร์เจเนอเรชันล่าสุดกับ DNA การออกแบบที่โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าเดี่ยวปฏิวัติการออกแบบของเบนท์ลีย์
- ภายในห้องโดยสารแบบ 4 ที่นั่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีเบาะโดยสารเพื่อสุขภาพเทคโนโลยีการฟอกอากาศแบบใหม่หนังขึ้นรูปแบบ 3 มิติพร้อมกับการเย็บหนังแบบควิลท์และโครเมียมสีเข้มสไตล์ใหม่
- New Continental GTC Speed โฉมใหม่เปิดตัวพร้อมกับรุ่นคูเป้
- เบนท์ลีย์แบงค็อกโดยบริษัทเอเอเอสออโต้เซอร์วิสจำกัดเปิดรับคำสั่งจอง New Continental GT Speed ราคาเริ่มต้นที่ 26.9 ล้านบาท
(ครูว์ 25 มิถุนายน 2567) เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม New Continental GT Speed สุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่ 4 หลังจาก 21 ปีแห่งการถือกำเนิดอัครยนตรกรรมตระกูล Continental GT พร้อมกำหนดนิยามใหม่แห่งการผสมผสานสมรรถนะระดับซุปเปอร์คาร์ ความหรูหราในแบบฉบับงานฝีมือ และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเหนือระดับ
สำหรับการเปิดรับคำสั่งจอง New Continental GT Speed เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มอบขอเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการสั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น New Continental GT Speed ดังนี้:
- รุ่น New Continental GT Speed ราคาเริ่มต้นที่ 26.9 ล้านบาท
- รุ่น New Continental GT Convertible Speed ราคาเริ่มต้นที่ 29.5 ล้านบาท
ผู้ครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์จาก เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด รับเอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ ถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตและบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Bentley Roadside Assistance) นาน 3 ปีเต็ม พร้อมรับสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี
การออกแบบภายนอกและภายในห้องโดยสารใหม่ทั้งหมดมาพร้อมกับรายละเอียดที่ร่วมสมัยตามดีเอ็นเอการออกแบบใหม่ของรุ่น Bentley Bacalar และ Bentley Batur สมรรถนะที่โดดเด่นมาจากขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่ มอบพละกำลังกว่า 782 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตรจากเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตรที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 190 แรงม้า ผลลัพธ์ที่ได้ คือ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ต่อ ใน 3.2 วินาที โดยมีพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนกว่า 81 กิโลเมตร ระยะทางรวมกว่า 859 กิโลเมตร ตอกย้ำความเป็นซุปเปอร์คาร์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ประสิทธิภาพแห่งขุมพลังเครื่องยนต์ยังมาพร้อมกับระบบแชสซีใหม่ด้วยถุงลมคู่ใหม่ที่จับคู่กับแดมเปอร์วาล์วคู่ใหม่ พร้อมด้วย Bentley Dynamic Ride (ระบบควบคุมการเข้าโค้งแบบแอคทีฟด้วยไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์) เฟืองท้ายแบบไฟฟ้า (eLSD) และระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง พร้อมด้วยประสิทธิภาพในการขับขี่ที่น่าทึ่งและความสบายในการขับขี่ที่ดีที่สุดในปัจจุบันอันเป็นผลลัพธ์มาจากการถ่ายเทน้ำหนักของรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบ 49:51 ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรถยนต์
ชุดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมอบความประสิทธิภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้นเพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสาร และการเชื่อมต่อระบบภายในรถยนต์
การออกแบบภายนอกใหม่ถือเป็นการปฏิวัติการออกแบบอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ในอนาคตด้วยผลิกโฉมการออกแบบ Continental GT ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ และถือเป็นอัครยนตรกรรมรุ่นเรือธงรุ่นแรกที่มีไฟหน้าแบบเดี่ยวนับตั้งแต่ปี 2493
มากไปกว่านั้น การออกแบบภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุ คุณภาพ และงานฝีมือชั้นสูงยังคงมาพร้อมกับการนำเทคโนโลยีเบาะนั่งเพื่อสุขภาพ ระบบฟอกอากาศแบบใหม่ พื้นผิวหนังขึ้นรูปแบบ 3 มิติ การควิลท์แบบร่วมสมัย และการตกแต่งทางเทคนิค เช่น โครเมียมเฉดสีใหม่มาเติมเต็มความเป็นที่สุดให้กับอัครยนตรกรรมรุ่นนี้
ระบบไฟฟ้าขนาด 400 โวลต์ใหม่และเทคโนโลยีขุมพลังที่ล้ำสมัยที่สุดที่ในปัจจุบันมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำที่สุดเพียง 29 กรัม ต่อ กิโลเมตร พร้อมพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้ากว่า 81 กิโลเมตร (WLTP)
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเบนท์ลีย์ที่อัครยนตรกรรมแบบคูเป้รุ่น Continental GT และรุ่น Continental GTC แบบเปิดประทุนจะเปิดตัวพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกครอบครองอัครยนตรกรรมที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองให้ได้มากที่สุด
New Continental GT และ New Continental GTC จะถูกประกอบขึ้นด้วยช่างฝีมือทั้งหมดณ Bentley’s Dream Factory เมืองครูว์ประเทศอังกฤษโดยจะเริ่มต้นสายการผลิตและการส่งมอบภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
ขุมพลังThe Ultra Performance Hybrid
สำหรับ Continental GT Speed โฉมใหม่มาพร้อมกับขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยขุมพลังดังกล่าวผสานเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตรใหม่ที่สามารถผลิตพละกำลังกว่า 600 แรงม้าเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 190 แรงม้ามอบพละกำลังสูงสุด 782 แรงม้าอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.2 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แรงบิดได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับ Continental GT Speed ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รุ่น W12 จาก 900 นิวตันเมตรเป็น 1,000 นิวตันเมตรพละกำลังเพิ่มขึ้นกว่า 19% จาก 659 แรงม้าเป็น 782 แรงม้าซึ่งทำให้ Continental GT Speed ใหม่เป็นอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาซึ่งเหนือกว่ารุ่น Supersports รุ่นที่ 2 และอัครยนตรกรรมออกแบบพิเศษรุ่น Batur

สำหรับพละกำลังจะถูกส่งผ่านระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ 8 สปีดและเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า (eLSD) ไปยังล้อทั้ง 4 เพื่อการจ่ายกำลังที่ยอดเยี่ยมและการยึดเกาะถนนที่มั่นคงที่สุดในทุกสภาพถนน
ระบบจะควบคุมการไหลของพลังงานตามโหมดที่เลือกสำหรับโหมดไฟฟ้าจะเป็นการเพิ่มพลังงานไฟฟ้าการเบรกแบบจ่ายพลังงานใหม่และที่สำคัญที่สุดสำหรับรุ่น Continental GT Speed ใหม่คือโหมดชาร์จที่เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนล้อและชาร์จแบตเตอรี่ในเวลาเดียวกัน
ขุมพลังใหม่มอบสมรรถนะขั้นสูงสุดทำให้ Continental GT รุ่นล่าสุดแตกต่างจากยนตรกรรมสปอร์ตหรูรุ่นอื่นๆด้วยแรงม้าและแรงบิดที่มากขึ้นพร้อมประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอัตราการลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสิบของเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปในทางกลับกันเครื่องยนต์แบบไฮบริดสมรรถนะสูงจะมอบความสามารถในการขับขี่ที่หลากหลายตั้งแต่สมรรถนะขั้นสูงสุดไปจนถึงการขับขี่เงียบสงบด้วยพลังงานไฟฟ้า

ผลจากการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์รุ่นV8และพลังงานไฟฟ้าContinental GTโฉมใหม่จึงสามารถส่งมอบพละกำลังและแรงบิดที่ได้รับการพัฒนาตลอดทุกช่วงรอบซึ่งรวมถึงการเสริมพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเร่งความเร็วที่มีเสถียรภาพตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำและตลอดช่วงกลางพร้อมด้วยสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์รุ่นV8ที่ย่านความเร็วที่สูงขึ้น
สำหรับการขับขี่ในโหมดไฟฟ้าโหมดนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินกับการขับขี่ที่เงียบสงบและต่อเนื่องโดยในโหมดไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสามารถผลิตพละกำลังได้ 190 แรงม้าแรงบิด 450 นิวตันเมตรซึ่งผู้ขับขี่สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งด้วยการพัฒนาขั้นสูงของเครื่องชาร์จและความจุของแบตเตอรี่ด้วยกำลังชาร์จสูงสุด 11 กิโลวัตต์
แชสซีที่มีประสิทธิภาพสูง
New Continental GT Speed และ New Continental GTC Speed รุ่นใหม่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในการขับขี่จาก Bentley Performance Active Chassis แชสซีใหม่ที่รวมเอาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบแอคทีฟเฟืองท้ายแบบไฟฟ้าระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้งระบบป้องกันการโคลงตัวด้วยไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์หรือ Bentley Dynamic Ride และซอฟต์แวร์ควบคุม ESC รุ่นใหม่เข้าไว้ด้วยกันนอกจากนี้ตัวรถยังได้รับการติดตั้งระบบแดมเปอร์วาล์วคู่ใหม่และถุงลมคู่ผลลัพธ์ที่ได้คืออัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้รุ่นใหม่ที่ผสมผสานสมรรถนะประสิทธิภาพในการควบคุมและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าประทับใจ
ความสามารถด้านไดนามิกโดยรวมและประสิทธิภาพในการบังคับเลี้ยวได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์ของรถแบบ 50:50 ซึ่งเป็นผลมาจากการวางตำแหน่งที่มีประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ไฮบริดการกระจายน้ำหนักทำให้รถมีความสมดุลระหว่างการขับขี่แบบไดนามิกและช่วยให้สามารถเข้าถึงรูปแบบการขับขี่ได้หลากหลายยิ่งขึ้นและด้วยระบบ ESC ขั้นสูงที่ทำงานอย่างเต็มที่ทำให้ New Continental GT Speed สามารถควบคุมการยึดเกาะถนนเพื่อยับยั้งการโอเวอร์สเตียร์นอกจากนี้ระบบ ESC ยังสามารถปิดได้อย่างสมบูรณ์เมื่อผู้ขับขี่สามารถปรับท่าทางในการเข้าโค้งของตัวรถให้สมดุลเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไดนามิกที่สุด
สำหรับระบบแชสซีใหม่จะทำให้การใช้โหมดความสะดวกสบายนั้นสะดวกสบายยิ่งขึ้นและโหมดสปอร์ตก็สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การออกแบบที่เน้นเส้นสายแห่งพลังและความร่วมสมัย
New Continental GT Speed ใหม่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เส้นสายการออกแบบหลัก 3 เส้นสายตั้งแต่การออกแบบรุ่น R-Type Continental ในปี 2495
New Continental GT Speed เจเนอเรชันที่ 4 ดำเนินรอยตามดีเอ็นเอการออกแบบอัครยนตรกรรมแบบ 2 ประตูยุคใหม่ด้วยแรงบรรดาลใจจากท่าทางของสัตว์ดุร้ายที่กำลังพักผ่อนเส้นสายของกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายความมั่นใจความเข้มแข็งและทรวดทรงของบั้นท้ายที่แข็งแกร่งและความชัดเจนที่บ่งบอกถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายในโดยภาพที่นักออกแบบของเบนท์ลีย์นึกถึงคือเสือหมอบที่สงบนิ่งและสุขุมแต่พร้อมที่จะปลดปล่อยพลังอันเหลือเชื่อได้ทุกเวลาเมื่อออกล่า

ด้านหน้าของตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของม้าซึ่งตอกย้ำความเป็นสุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์สุดหรูรุ่นนี้พร้อมกับฝากระโปรงหน้าแบบทอดยาวตลอดแนวหลังคาที่จะสร้างเส้นแนวนอนที่แข็งแกร่งผ่านตัวรถบ่งบอกถึงเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและความเร็วที่แท้จริง
ตัวรถทั้งคันได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างหมดจดด้วยรอยต่อบนพื้นผิวที่น้อยลงทำให้เผยให้เห็นถึงทรวดทรงและรูปร่างที่ประณีตยิ่งขึ้นด้านหน้าของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่ชุดแต่งตัวถังไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาสำหรับรุ่น Continental GT นั้นก็คือการตกแต่งด้วยไฟหน้าแบบเดี่ยวซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รูปลักษณ์ของ Continental GT ใหม่มีการแสดงออกที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการแสดงออกที่ชัดเจนของเสือนักล่า
New Continental GT มาพร้อมกับไฟหน้าในลักษณะ ‘คิ้ว’ แนวนอนใหม่พร้อมด้วยเอฟเฟกต์เพชรเจียระไนด้านบนกรอบไฟและหลอดไฟสำหรับการส่องสว่างด้านล่างที่ไฟหน้า LED แบบเมทริกซ์ประกอบไปด้วยไฟ LED แยกกันจำนวนกว่า 120 ดวงที่ได้รับการควบคุมแบบดิจิทัลสำหรับไฟต่ำไปจนถึงการเพิ่มกำลังไฟสูงซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหลอดไฟโดยที่ลำแสงหลักจะขยายขอบเขตการส่องสว่างให้กว้างมากยิ่งขึ้นและมีการหรี่แสงที่ดีขึ้นซึ่งทำให้การเปลี่ยนจากบริเวณที่มีแสงสว่างไปยังบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างค่อยเป็นค่อยไปการมองถนนเบื้องหน้าจึงมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายโดยปราศจาก “หลุมดำ” ในขอบเขตของการมองเห็น
ด้านท้ายตัวรถยังได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่กันชนไฟท้ายฝากระโปรงท้ายและท่อไอเสียฝากระโปรงท้ายถูกออกแบบให้มีรูปแบบแอโรไดนามิกเพื่อเสริมแรงกดด้านหลังโดยไม่จำเป็นต้องเปิดใช้สปอยเลอร์พร้อมกับกันชนที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการเน้นความกว้างของตัวรถในขณะที่ตัวรถยังดูสะอาดตาและมีการตกแต่งที่น้อยลง
ไฟท้ายมาพร้อมกับการออกแบบใหม่ที่น่าทึ่งด้วยกราฟิกที่กว้างขึ้นทอดยาวไปถึงฝากระโปรงหลังขอบไฟยื่นออกมาจากช่องเก็บสัมภาระพร้อมกับภายในที่ตกแต่งด้วยลวดลายเพชรแบบ 3 มิติทอดยาวตลอดรูปทรงโดยเมื่อส่องสว่างส่วนปลายของเพชรจะเห็นได้อย่างเด่นชัดทำให้เกิดเอฟเฟกต์ภาพเสมือนลาวาหลอมเหลว
ล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วใหม่มีการออกแบบที่โดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจจากเสือโดยมี ‘กรงเล็บ’ ของล้ออัลลอยด์ที่จะสัมผัสไปตามพื้นถนนรูปแบบล้ออัลลอยด์แบบใหม่มีให้เลือกทั้งในโทนเฉดสีเข้มแบบมัน-เงาเฉดสีดำเงาหรือเฉดสีเงิน

บรรทัดฐานใหม่ของการออกแบบภายในห้องโดยสาร
อัครยนตรกรรมในตระกูล Continental GT มีการตกแต่งภายในที่สวยงามที่สุดในโลกซึ่งแสดงให้เห็นถึงสุดยอดหัตถศิลป์จากทีมช่างฝีมือมากทักษะณโรงงานเบนท์ลีย์มอเตอร์สเมืองครูว์ประเทศอังกฤษ
ภายในห้องโดยสารของแกรนด์ทัวเรอร์โฉมใหม่ตกแต่งด้วยลวดลายการควิลท์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบแฟชั่นแบบร่วมสมัยบริเวณเบาะโดยสารและประตูห้องโดยสารและด้วยการแกะสลักงานควิลท์การปรุสีซีดและการปักควิลท์แบบใหม่บรรยากาศภายห้องโดยสารจึงเป็นเหมือนสภาพแวดล้อมของรังไหมให้ทุกการเดินทางพิเศษกว่าที่เคย
สำหรับเบาะโดยสารแบบปรับได้ 20 ทิศทางใน Continental GT โฉมใหม่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มยนตรกรรมหรูมาอย่างยาวนานในด้านความสะดวกสบายและความประณีตซึ่งเบาะโดยสารเพื่อสุขภาพที่มาพร้อมกับระบบปรับท่าทางและระบบปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติสำหรับเบาะโดยสารคู่หน้านี้จะช่วยลดความเมื่อยล้าและมอบความผ่อนคลายในระหว่างการเดินทาง

อีกทั้งการตกแต่งแบบ Dark Chrome จะมอบความสวยงามที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้นและทำให้ห้องโดยสารดูมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการตกแต่งในบริเวณมือจับประตูสวิตช์หน้ากากของลำโพงและพื้นที่บริเวณโดยรอบห้องโดยสารซึ่งแผนก Mulliner แผนกออกแบบพิเศษของเบนท์ลีย์มอเตอร์สสามารถรังสรรค์คุณสมบัติพิเศษที่จะช่วยให้อัครยนตรกรรมรุ่นล่าสุดมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นได้
ระบบเสียงใน Continental GT โฉมใหม่มีให้เลือก 3 แบบด้วยกันกับระบบเสียงมาตรฐานที่ประกอบไปด้วยลำโพงจำนวน 10 ตัวขนาด 650 วัตต์และระบบเสียงจาก Bang & Olufsen ที่ประกอบไปด้วยลำโพงจำนวน 16 ตัวขนาด 1,500 วัตต์ตกแต่งด้วยหน้ากากลำโพงเรืองแสงสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบแนวไลฟ์สไตล์และปิดท้ายด้วยระบบเสียงจาก Naim ขนาด 2,200 วัตต์พร้อมด้วยลำโพงจำนวน 18 ตัวและเครื่องแปลงความถี่เสียง Active Bass Transducers ที่ติดตั้งอยู่ภายในเบาะโดยสารคู่หน้าและโหมดเสียง 8 โหมดสำหรับผู้ที่หลงรักในเสียงเพลงอย่างแท้จริงทั้งนี้กระจกกันเสียงแบบลามิเนตยังติดตั้งสำหรับกระจกบังลมและหน้าต่างด้านข้างเพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกซึ่งสามารถลดลงได้ 9 เดซิเบลเมื่อเทียบกับกระจกแบบธรรมดา
Continental GT ใหม่ยังคงนำเสนอนวัตกรรมหน้าจอแสดงผลแบบหมุนได้อันเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ซึ่งเป็นหน้าจอแสดงผล 3 ด้านที่ประกอบด้วยจอแสดงผลระบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้วหน้าปัดแอนะล็อกสุดคลาสสิก 3 หน้าปัดและด้านที่บุด้วยแผ่นไม้วีเนียร์ที่งดงามผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนทั้ง 3 ด้านได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

ระบบไฟหลากสีภายในห้องโดยสาร (Mood Lighting) ยังตกแต่งรอบห้องโดยสารเพื่อสร้างเอฟเฟกต์แบบรังไหมโดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเฉดสีของแสงไฟได้กว่า 30 เฉดสี
การรังสรรค์ด้วยเฉดสีที่โดดเด่น
สำหรับการรังสรรค์ New Continental GT ตัวเลือกใหม่สำหรับเฉดสีภายนอกและภายในห้องโดยสารจะถูกเพิ่มเข้าไปในชุดสีเดิมที่หลากหลายอยู่แล้วเพื่อการรังสรรค์อัครยนตรกรรมได้อย่างไร้ข้อจำกัด
เฉดสีที่โดดเด่นรวมถึงหนังเฉดสีเทา Gravity Grey ใหม่ซึ่งมาพร้อมกับเฉดสีภายนอกแบบเมทัลลิกสุดลึกล้ำที่ดูแข็งแกร่งพร้อมเผยให้เห็นเฉดสีทองแดงแบบเมทัลลิกเมื่อกระทบกับแสงแดด
สำหรับ Continental GT โฉมใหม่เปิดตัวในเฉดสีเขียว Tourmaline Green ซึ่งเป็นการตีความสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ที่สดใสและร่วมสมัยทั้งยังเป็นการเผยความโดดเด่นของเบนท์ลีย์ยุคใหม่
เทคโนโลยีสุดล้ำสมัย
Continental GT และ GTC Speed รุ่นใหม่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าเจเนอเรชันล่าสุดซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญในด้านเทคโนโลยีความบันเทิงภายในรถยนต์และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ชุดเทคโนโลยีเหล่านี้ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในกลุ่มยนตรกรรมหรูและมีการแข่งขันสูงในกลุ่มลูกค้าจากแบรนด์ในระดับเดียวกันที่หันมาสนใจในแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์
การแสดงสภาพแวดล้อมบนแผงหน้าปัดสำหรับคนขับสามารถรองรับและเปิดใช้งานการขับขี่ในโหมดกึ่งช่วยเหลือโดยระบบจะให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ขับขี่ว่าควรจะตอบสนองต่อรถคันอื่นอย่างไรการรับรู้ของตัวรถเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบจะช่วยเสริมกับระบบช่วยจอดอัจฉริยะซึ่งเป็นระบบจอดรถด้วยตนเองรุ่นล่าสุดพร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วอย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในด้านการขับขี่เท่านั้นแต่ระบบปรับอากาศยังได้รับการพัฒนาเพื่อคุณภาพของอากาศภายในห้องโดยสารด้วยเครื่องฟอกอากาศตัวกรองอนุภาคแบบใหม่และจอแสดงผลที่แสดงคุณภาพอากาศทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารโดยคุณสมบัติด้านความสะดวกสบายเหล่านี้จะทำให้ทุกการเดินทางได้รับประสบการณ์ที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้นและสามารถปรับแต่งให้สะท้อนถึงความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้นอกจากนี้ระบบของตัวรถยังเชื่อมต่อกับการนำทางด้วยดาวเทียมโดยสามารถรับรู้ได้ว่าเมื่อใดที่จำเป็นต้องปรับคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารด้วยการหมุนเวียนอากาศ
New Continental GT Speed ได้รับการพัฒนาคุณสมบัติที่สำคัญอาทิ Apple CarPlay, Android Auto และการอัปเดตแผนที่แบบ Over-the-air นอกเหนือจากคุณสมบัติเหล่านี้แล้วผู้ขับขี่จะยังได้เพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่ออื่นอาทิ
- การเช็คสถานะการชาร์จระยะไกลที่จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและควบคุมการชาร์จรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย
- ระบบช่วยจอดระยะไกลที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถหรือเรียกรถจากระยะไกลผ่านโทรศัพท์ได้
- การปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารล่วงหน้าจากระยะไกลเพื่อให้มั่นใจว่าสภาพอากาศภายในห้องโดยสารพร้อมสำหรับการออกเดินทาง
ในแต่ละปีเบนท์ลีย์มอเตอร์สมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่อย่างเช่นระบบปรับความเร็วให้พอดีกับสัญญาณไฟหรือเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้ขับขี่ผ่านไฟเขียวไปตลอดเส้นทาง
Continental GT รุ่นที่ 4 ยังมาพร้อมกับการเปิดตัว My Bentley App Studio ใหม่ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่โดยผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆของรถยนต์เบนท์ลีย์และแอปพลิเคชันจากภายนอกที่สามารถดาวน์โหลดได้โดยตรงผ่าน My Bentley App Studio ที่จะรวมถึงแอปพลิเคชันต่างๆสำหรับเพลงวิดีโอเกมแผนที่นำทางการจอดรถและการชาร์จเป็นต้นโดยแอปพลิเคชันต่างๆสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสารได้อย่างราบรื่นและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในขณะขับรถซึ่งรายการแอปพลิเคชันจะได้รับการปรับให้เหมาะสมตามแต่ละภูมิภาคโดยเฉพาะ
The Continental GTC Speed

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอัครยนตรกรรมตระกูล Continental ที่รุ่น GTC แบบเปิดประทุนจะเปิดตัวพร้อมกับรุ่น GT แบบคูเป้สำหรับ New Continental GTC มีตัวเลือกสำหรับเฉดสีภายนอกของหลังคาผ้าใบถึง 7 เฉดสีที่รวมถึงผ้าทวีดโดยสามารถเปิดประทุนได้ภายในระยะเวลา 19 วินาทีในขณะที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็งสูงสุด 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สมรรถนะของContinental GTC Speed ถือว่าน่าทึ่งสำหรับยนตรกรรมแบบแกรนด์ทัวเรอร์แบบเปิดประทุนด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 3.4 วินาทีโดยความเร็วสูงสุดจะถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บทสรุป
New Continental GT Speed ถือเป็นอัครยนตรกรรมที่จะกำหนดนิยามใหม่ของแกรนด์ทัวเรอร์ที่สมบูรณ์แบบด้วยการออกแบบที่ร่วมสมัย โดดเด่นทรงพลังและเส้นสายที่สง่างามอัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้เจเนอเรชันที่ 4 จึงอยู่เหนือทุกคู่แข่งในแง่ของเทคโนโลยีความสะดวกสบายในการขับขี่งานฝีมือที่วิจิตรงดงามและการรังสรรค์ในแบบเฉพาะตัว
สำหรับขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่อันน่าทึ่งจะมอบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะขั้นสุดยอดและประสิทธิภาพจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะทำให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินในทุกเส้นทาง
