ข่าว
ลำปาง – จิตอาสา มทบ.32 ช่วยเหลือน้องผู้พิการ หลังถูกข้อหาหลบหนีการเกณฑ์ทหาร.
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 64 พลตรี อโณทัย ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/ผู้อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้วิทยากรจิตอาสา 904 ร่วมกับสัสดีจังหวัดลำปาง สัสดีอำเภอเสริมงาม นายอำเภอเสริมงาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสริมงาม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ไปยังที่ บ้านของนายเอกดนัย นางสมพร ใจกันทา อยู่บ้านเลขที่ 107 บ้านสบแม่ทำ ม. 2 ต.เสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพ่อ-แม่ของนายกฤษฎา ใจกันทา อายุ 21 ปี ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พิการมาตั้งแต่เด็ก จากการสอบถามนายเอกดนัย พ่อของน้องฯ ได้ชี้แจงกับคณะว่าตนเองและภรรยา อยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับจดหมายที่ส่งมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้น้องถูกดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีการเกณฑ์ทหาร เลยกลัวว่าลูกจะต้องติดคุก และมีความกังวลเป็นห่วงลูกมาก เพราะลูกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แถมยังป่วยเป็นโรคปอดเรื้อรังอีก โดยก่อนหน้านั้นในปี 60 ที่น้องมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ได้มีการขึ้นบัญชีทหารกองเกินไว้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.61 และให้ไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร แบบ สด.35 ในปี 63.

สำหรับทหารกองเกินที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์และได้ไปลงบัญชีทหารกองเกินไว้ที่อำเภอภูมิลำเนาทหารแล้ว ให้ไปรับหมายเรียก การเข้ารับราชการทหารตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนธันวาคม ของ ทุกปี แต่ในสำหรับกรณีที่ไม่สามารถไปแสดงตนรับหมายเรียกด้วยตนเองให้จัดบุคคลที่บรรลุนิติภาวะพอจะเชื่อถือได้ไปรับแทน ในส่วนกรณีของน้องกฤษฎาต้องไปรับหมายเรียก หรือสด.35 ภายในวันที่ 1 มกราคม- 31 ธันวาคม 2563 แต่ทางด้านผู้ปกครอง เข้าใจผิดคิดว่า น้องกฤษฎา ป่วยพิการแขนขาไม่มีแรง ไม่ต้องไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร และเข้าทำการตรวจเลือกทหารในปี 2564.

ทางด้าน นายเอกดนัย ได้ยอมรับว่า เป็นการเข้าใจผิด ระหว่างตนเองและกฎหมายของทางราชการทหาร จึงไม่ได้ดำเนินการใดๆและไม่ได้อ่าน หลักเกณฑ์ที่อยู่ด้านหลัง แบบ สด. 9 ที่น้องได้ไปขึ้นบัญชีทหารกองเกินไว้เมื่อปี 60 จึงคิดว่าลูกชายตนเองไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จนเมื่อวันที่ 11 พ.ค.64 ได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหาว่า “เป็นทหารกองเกินไม่มาแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ณ อำเภอเสริมงามซึ่ง เป็นภูมิลำเนาของตนเอง ภายในกำหนด” ตนเองไม่เข้าใจในเรื่องของหนังสือ จึงได้ได้นำไปโพสต์ในโลกโซเชียล และได้มีกระแสวิจารณ์ไปต่างๆนาๆ จนมีเจ้าหน้าที่ฯเข้ามาชี้แจงทำความเข้าใจ และให้การช่วยเหลือ ถึงได้ทราบว่าเป็นการเข้าใจผิดกันระหว่างตนเองและระเบียบทางราชการทหาร.

