ข่าวบันเทิง
Disney Snow White ฉบับคนแสดง ขาดทุนยับกว่า 5,200 ล้าน Forbes บอกเกิดจากงบค่าถ่ายทำบาน ผสมโรงด้วยกระแสตอบรับที่ติดลบ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นิตยสาร Forbes รายงานว่า ผลประกอบการของทาง วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หลังจากภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน สโนว์ไวท์ (Snow White) ฉบับปีที่ผ่านมา ประสบภาวะขาดทุนจากการฉายในโรงภาพยนตร์ไปถึง 168.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,229.7 ล้านบาท) โดยข้อมูลจากการยื่นเอกสารทางบัญชีล่าสุดเปิดเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้งบประมาณการผลิตบานปลายสูงถึง 336.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,431.5 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่สร้างความขัดแย้งและมีต้นทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสตูดิโอ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านเนื้อหาและการแสดงของนักแสดงนำ
สโนว์ไวท์ (Snow White) นำแสดงโดย เรเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) และ กัล กาด็อต (Gal Gadot) ในบทราชินีใจร้าย โดยปัญหาเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปี 2022 เมื่อเซกเลอร์วิจารณ์แอนิเมชันต้นฉบับปี 1937 ว่าล้าสมัยในแง่ของบทบาทผู้หญิง และเปรียบเทียบพฤติกรรมของเจ้าชายว่าเหมือนกับ “พวกสะกดรอยตาม” (Stalker) ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจากแฟนคลับและคนในอุตสาหกรรม
นอกจากประเด็นด้านเนื้อหาแล้ว ภาพลักษณ์ของตัวละคร คนแคระ (Dwarfs) ที่ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) ยังถูกวิจารณ์ว่าดูน่ากลัวและขาดเสน่ห์แบบดั้งเดิม ส่งผลให้ตัวอย่างภาพยนตร์ใน YouTube มียอดกดไม่ชอบ (Dislike) มากกว่า 1 ล้านครั้ง อีกทั้งพฤติกรรมส่วนตัวของ เรเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) บนโซเชียลมีเดีย ทั้งประเด็นการเมืองระหว่างประเทศและการวิจารณ์กลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมืองในสหรัฐฯ ยังสร้างความหนักใจให้กับโปรดิวเซอร์อย่าง มาร์ค แพลตต์ (Marc Platt) ที่พยายามเข้ามาควบคุมสถานการณ์แต่ไม่เป็นผล
ในด้านรายได้ สโนว์ไวท์ (Snow White) ทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกเพียง 87.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,706.3 ล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 13% และปิดโปรแกรมฉายด้วยรายได้รวมเพียง 205.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,376.7 ล้านบาท) รั้งอันดับ 5 ของภาพยนตร์รีเมคที่ทำรายได้ต่ำที่สุดของ ดิสนีย์ (Disney) หากปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว พบว่าผลงานเรื่องนี้ทำรายได้แย่กว่าภาพยนตร์ในอดีตอย่าง 102 ดัลเมเชียน (102 Dalmatians) หรือ คริสโตเฟอร์ โรบิน (Christopher Robin) เสียอีก โดยมีเพียง เดอะ จังเกิล บุ๊ค (The Jungle Book) เวอร์ชันปี 1994 เท่านั้นที่ทำรายได้น้อยกว่าหากไม่นับรวมภาพยนตร์ที่ฉายในช่วงแพนเดมิก

งบประมาณที่สูงลิ่วของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเปิดเผยผ่านบริษัทลูกในสหราชอาณาจักรที่ชื่อว่า Hidden Heart Productions ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐบาลอังกฤษ โดยได้รับเงินชดเชยคืนมา 64.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,011.9 ล้านบาท) ทำให้ค่าใช้จ่ายสุทธิลดลงเหลือ 271.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,419.6 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณจากส่วนแบ่งรายได้กับโรงภาพยนตร์ที่สตูดิโอจะได้รับเพียงประมาณ 50% หรือราว 102.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,189.9 ล้านบาท) จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงมีส่วนต่างที่ขาดทุนมหาศาล แม้ทางโฆษกของ ดิสนีย์ (Disney) จะระบุว่าตัวเลขนี้ยังไม่รวมรายได้จากการขายสินค้าลิขสิทธิ์ และสื่อบันเทิงในบ้าน (DVD/Blu-ray) แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่รวมงบประมาณด้านการตลาดที่มักจะมีมูลค่าสูงมหาศาลเช่นกัน
แม้จะประสบความล้มเหลวกับเรื่องนี้ แต่รายงานไตรมาสแรกของปี 2026 พบว่า ดิสนีย์ (Disney) ยังคงเดินหน้าลงทุนในโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ต่อไป โดยผลประกอบการเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องถัดมาอย่าง ลีโล่ แอนด์ สติทช์ (Lilo & Stitch) ฉบับรีเมคที่ทำรายได้ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) ซึ่งช่วยชดเชยการขาดทุนจาก สโนว์ไวท์ (Snow White) และพิสูจน์ว่าภาพยนตร์แนวรีเมคยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกำไรให้กับสตูดิโอหากสามารถครองใจผู้ชมได้
