Connect with us

บทความ

เปิดประวัติ ทนายนกเขา นิติธร ล้ำเหลือ เส้นทางชีวิตต้องเป็นแกนนำแถว 1

Published

on

ทนายนกเขา ประวัติ

“ผมไม่เคยตั้งเป้าว่า ชีวิตนี้จะทำงานถึงเมื่อไหร่ แล้ววางมือ ไม่ๆๆๆ จะทำไปเรื่อยๆ ทำตลอดชีวิตไม่มีหยุด ไม่มีพัก ไม่มีมานั่งเป็นแถว 2 สองแถว 3 ไม่เอา ผมพร้อมเปิดหน้าตลอดเวลา พร้อมออกมาเป็นแถว 1 ตลอดเวลา แม้ว่าจะต้องใช้เวลา ใช้ความมุ่งมั่นให้คนเข้าใจ จะถูกด่า แม้จะถูกสงสัยก็ไม่เป็นไร แต่ก็จะทำ จะไม่เป็นคนนิ่งเฉย แก่ก็จะไม่เฉย แล้วผมก็ไม่กลัวอุปสรรคอะไร ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งล่อใจ ที่สำคัญคือผมไม่มีความมุ่งหมายทางอำนาจ”

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็น 1 ในกลุ่มการเมืองภาคประชาชน มีบทบาทสำคัญ ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2556–2557 ทั้งนี้ คปท. ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มไฟแรง และมีรูปแบบการชุมนุมเชิงรุก 1 ในแกนนำ คือ นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ สภาทนายความแห่งประเทศไทย “เว็ปไซด์ BrickinfoTV.com” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “ทนายนกเขา” ถึงชีวิตในวัยเด็ก และตัวตนอีกมุมหนึ่ง จนมาเป็นทนายนกเขาในวันนี้ 

นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย (ปท.) หรือทนายนกเขา เปิดห้องพูดคุย กับ “เว็ปไซด์ BrickinfoTV.com” ว่า ชื่อ “นกเขา”เป็นชื่อเล่น ที่แม่ตั้งให้ตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ฉายาที่เพื่อนๆตั้งให้ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่แถวสำเหร่ เป็นเด็กบ้านสวน มีพี่น้อง 4 คน ผมเป็นคนที่ 3 คนสุดท้าย ห่างจากผมเกือบ 20 ปี ผมครองความเป็นลูกคนสุดท้อง มานานพอสมควร ในวัยเด็กอยู่ที่สำเหร่ จากนั้นย้ายไป บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ก็อยู่บ้านสวนอีก

ชีวิตใกล้ชิดกับคลอง ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ใกล้ชิดสังคมผู้คนมีวิถีชีวิต แบบบ้านๆมีความจริงใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รู้จักมักคุ้นกันดี พึ่งพาอาศัยกัน ตอนเด็กๆก็กระโดดน้ำลงคลองเล่นประจำ ที่บ้านสวนบางน้ำผึ้ง จะมีคลองหน้าบ้าน ส่วนบ้านสวนที่สำเหร่จะมีคลอง ห่างไปหน่อยหนึ่ง คนรุ่นคราวเดียวกับผม ที่โตมาด้วยกัน มีเกือบ 30 คน ก็สนุกสนาน

Advertisement

ด้วยความที่เราเป็นชุมชน ที่ยังเป็นสวน และอยู่ใกล้วัด ก็ใกล้ชิดกับศาสนา เริ่มจากตื่นเช้าช่วยแม่ จัดเตรียมอาหารเข้าครัว ตักบาตรตอนเช้า วันพระใหญ่วันสำคัญทางศาสนา ก็จะไปวัดฟังเทศน์ฟังธรรม ชีวิตเป็นแบบนั้น แล้วผมเป็นคนชอบแต่งตัวสบายๆ ไม่ชอบสวมสูท

“โชคชะตาลิขิต ต้องเบนเข็มจากแพทย์-นักเศรษฐศาสตร์ สู่ทนายความ”

ส่วนการเข้ามาทำงานเป็นทนายความ ทนายนกเขา เล่าย้อนให้ฟังว่า ตอนเรียนเด็กๆผมไม่ได้คาดหวังอะไร มาก แต่ช่วงที่จะจบ มศ.3 จะต่อ มศ.4-มศ.5 ก็นั่งนึกอยู่ว่าจะเรียนแพทย์ดี หรือเรียนกฏหมายดี ตอนนั้นก็หาข้อมูลและศึกษาอยู่ เป็นความชอบส่วนตัวด้วย พอดีช่วงที่ผมเรียนมศ.2 แม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

เลยคิดว่าถ้าจะเรียนแพทย์ ต้องยุ่งพอสมควร ต้องทุ่มเทขะมักเขม้นมาก ค่าใช้จ่ายก็จะเยอะ ในเรื่องของการเรียน จึงคิดว่ามาทางกฏหมายดีกว่า ก็เลยมาทางนี้พอจบมศ. 5 ก็มาที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมก็เกิดไขว้เขวเลือกระหว่าง ว่าจะเรียนเศรษฐศาสตร์หรือกฎหมายดี ตอนนั้นตัดเรื่องแพทย์ออกไปแล้ว ตอนมาสมัครก็มากับพรรคพวกหลายคน

พอเดินเข้ารามคำแหง สิ่งแรกที่เห็นจากประตู คือ เต๊นท์ของคณะนิติศาสตร์ตั้งอยู่ ก็เลยคิดว่าเอาตรงนี้ใกล้สุดดีแล้ว ขี้เกียจเดินเข้าไปไกล ก็เลยเอาวะนิติศาสตร์ก็นิติศาสตร์ ขี้เกียจไปเดินหาด้วย ก็คิดว่าเป็นเครื่องช่วย ในการตัดสินใจ เหมือนกับโชคชะตา เพราะกำลังคิดอยู่ว่า นิติศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์ อะไรยังไงตอนนั้น เราไม่คิดว่ามาแล้ว จะเจอนิติศาสตร์พอเจอก็เลยคิดว่าเอาตรงนี้ ผมก็บอกเพื่อนว่าจะไปไหนกันก็ไป

Advertisement

“สมัยเรียนรามฯ เน้น กิจกรรม สร้างเครือข่ายทางสังคม เหตุการณ์บ้านเมือง

ผมเรียนรหัส 26 เรียนไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย ตอนปีแรกๆอยู่หลายชมรม แต่ช่วงปีหนึ่งตอนท้ายเทอม 2 ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ชมรมถ่ายภาพ    ที่รามคำแหงจะมีชมรม แล้วชมรมจะมีคณะกรรมการบริหารงาน ซึ่งคณะกรรมการบริหาร จะบริหารได้ 1 ปี ส่วนผู้ที่จะเข้ามาบริหาร ก็มาจากการตั้งกลุ่มต่างๆ มีกิจกรรมเกี่ยวกับ เรื่องการถ่ายภาพแล้วก็มี กิจกรรมนักศึกษาไปด้วย พอถึงสิ้นปีทางชมรม ก็เปิดให้มีการเลือกตั้ง ว่ากลุ่มไหนจะเข้ามาบริหาร

ตอนนั้นจะมีกลุ่มสื่อศิลป์เป็นหลัก ที่จะได้เข้ามาบริหารงาน ชมรมถ่ายภาพทั้งนี้ในส่วนของผม อยู่ชมรมถ่ายภาพ แต่ไม่ค่อยได้ช่วยกิจกรรม ของชมรมเท่าไหร่จะมาเน้นกิจกรรม ที่กลุ่มสื่อศิลป์ เพราะที่ชมรมจะเน้น เรื่องวิชาการเสียส่วนมาก จะมีอบรมการถ่ายภาพ ประกวดถ่ายภาพ ประสานเชื่อมต่อถ่ายภาพ กับมหาวิทยาลัยต่างๆ

ใน 1 ปีก็จะจัดกิจกรรมครั้ง 1 แล้วก็จะมีกิจกรรม เฉพาะมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมใหญ่ ที่ทุกมหาวิทยาลัยร่วมกัน แล้วก็เวียนกันไปว่า ใครจะเป็นโต้โผ หรือเจ้าภาพในการจัดงาน ผมอยู่ในกลุ่มสื่อศิลป์ จะมีกิจกรรมทั้งการเมือง ภายในและการเมืองภายนอก การสร้างเครือข่าย การนำภาพถ่ายมาบอกกล่าว ปัญหากับสังคม มาปลุกเร้าสร้างสรรค์

ผมก็ไปอยู่ในส่วนของ งานกลุ่มเป็นหลัก ผมอยู่ชมรมถ่ายภาพก็จริง แต่ถ่ายภาพไม่ค่อยเป็น จะเน้นเรื่องการทำงาน ทั้งเครือข่ายทางสังคม การวิเคราะห์กิจกรรม เหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ ก่อนนั้นก็ทำแบบครบวงจร ซึ่งตัวการถ่ายภาพ เป็นเครื่องมือที่จะสื่อแนวคิด สื่อปัญหาต่างๆ ทุกปัญหาผ่านภาพถ่ายออกไป

Advertisement

“นักกิจกรรมตัวยง โต้โผตั้งแต่เรียนมัธยม เหตุ ไม่ชอบอยู่เฉย ชอบบรรยากาศการมีส่วนร่วม ทุกคนช่วยกันคิด”

ความจริงแล้ว สมัยเรียนมัธยมที่ โรงเรียนแจงร้อนศึกษา ผมก็เป็นแบบนี้ ตอนนั้น ยังไม่มีรูปแบบกรรมการนักเรียน แต่จะเป็นกลุ่มก้อนหลัก ในการเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ เรื่องของการร้องเรียน เช่น กางเกงสั้น-ยาว กางเกงขาบาน ผมยาว-ไม่ยาว การเรียนการสอน แล้วก็จะรวมกลุ่มกัน จัดกิจกรรมทางโรงเรียน ก็จะมีการจัดกีฬาสี

 เราก็จะเป็นโต้โผ ว่าใครกลุ่มไหนสีไหน ต้องมีกิจกรรมอะไร มาแข่งขันกัน เช่น ดรัมเมเยอร์ หรือกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในโรงเรียน หลังจากนั้นก็จะมีทำงาน กับชุมชนข้างๆรอบโรงเรียนด้วย ไปทำความสะอาด พบปะพูดคุย เพราะโรงเรียน จะอยู่ในชุมชน ในสวนติดกันหมด

“ผมเป็นคนไม่อยู่เฉย ชอบคิดชอบลองดู เห็นอะไรที่น่าทำก็ทำ เพื่อให้บรรยากาศของการมีส่วนร่วม ให้ทุกคนมาช่วยกันคิด ผมเป็นประเภทชอบสร้างเรื่อง สมมุติว่าในกลุ่มสมัยตอนมัธยม จะมีทัศนศึกษา ทางโรงเรียนจัด เราก็จะเข้าไปมีความเห็น ถ้าจะเอาแบบนี้ ต้องมีตัวนี้อย่างนี้ มีกิจกรรมสันทนาการในรถ เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว ควรที่จะมีกิจกรรมอะไร หรือเราจัดกิจกรรมในกลุ่ม นักเรียนด้วยกันเอง เช่น จับกลุ่ม 10 – 20 คน ไปเที่ยวเสม็ดวังตะไคร้ ทุกคนก็จะเออเอาๆแค่นี้ แต่เราจะไปหาข้อมูลว่า ถ้าไปวังตะไคร้ต้องเดินทางแบบไหน มีเต็นท์กิจกรรมแบบไหน อาหารต้องเป็นแบบนี้ เมื่อไปถึงแล้วจะเล่นอะไร ผมจะชวนทุกคนคุยวางแผนหมด

ไม่ใช่ไปวังตะไคร้ ก็คือไปวังตะไคร้ แต่จะต้องทำเป็นรูปแบบ เช่น มีเอกสารเขียนว่า ใครรับผิดชอบในส่วนไหน สันทนาการ ดนตรี-อาหาร ต้องเป็นความลับเฉพาะ ของแต่ละฝ่ายด้วย เช่น สมมติกลุ่ม 20 คน มีคนรับผิดชอบอาหาร 2 คน ฝ่ายอาหารก็ไม่ต้องบอกอะไร แต่จะฟังไปก่อน ว่าใครอยากกินอะไร ถึงเวลาฝ่ายอาหาร ก็จะไปจัดทำโดยไม่บอก

Advertisement

ส่วนฝ่ายดนตรีที่เตรียมมา ซึ่งผมก็เป็นฝ่ายดนตรีด้วย ก็จะบอกว่าเดี๋ยวมีดนตรี 2-3 คน แต่จะไม่บอกว่าเพลงอะไร ในการเล่นจะมีลูกเล่นอย่างไร จะโชว์แบบไหน ทำอย่างไรให้คนออกมา ร่วมสนุกสนานเราคิดวางแผนหมด

เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็จะเฮไหนเฮนั่น ไปแล้วค่อยไปว่ากัน แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมต้องชวนคนมาร่วมกันคิด ต้องมีแบบแผนข้อมูล ต้องมาแล้วใครเป็นยังไง ใครเคยไปแล้วบ้าง เอามารวบรวม เพื่อทำข้อมูลเตรียมวางแผน ว่าจะเดินทางแบบไหน จะกินแบบไหน อยู่แบบไหน สันทนาการแบบไหน ไม่ใช่ว่าเล่นเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่กำลังนิยม เป็นเพลงมันส์ๆยุคนั้น พวกชาตรี อิมพอสซิเบิ้ลส์ วีจี แต่เราจะต้องนำเสนอ ด้วยวิธีแปลกแหวกแนวแบบใหม่

“เรียนด้วย-ทำงานพิเศษด้วย มีเงินเก็บ ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน ให้แก่พ่อ-แม่”

ที่บ้านสนับสนุน ในการทำกิจกรรมหรือไม่ผมไม่รู้ๆ แม้ผมจะเป็นคนดื้อ แต่ก็เรียนดี ช่วยเหลือกิจกรรมงานบ้านทุกอย่าง อะไรที่แบ่งเบาภาระ ให้แก่พ่อแม่และครอบครัวได้เราก็ทำ งานแถวบ้านจะมีอาเจ็กรับเหมาก่อสร้าง เราก็ไปช่วยเขาวันเสาร์- อาทิตย์ ผมเรียนตอนมัธยม แค่ครึ่งวันเมื่อก่อน ชาวบ้านมีบริษัทได้รับสัมปทาน ในการผูกเชือกเรือลำใหญ่ ที่เข้ามาในเมืองไทย  

เรือลำใหญ่ประมาณ 300 -400 ฟุต เข้ามาเทียบท่าในเมืองไทย ที่ท่าเรือก็จะนำเชือกมาคลองพุก เพื่อให้เรือใหญ่เทียบท่า ผูกแล้วก็ปล่อย หรือแม้กระทั่งเป็นกระเป๋ารถสองแถว ตรงนี้ทำให้เรามีพวกมาก คนที่ไปทำงานตรงนี้ ก็พรรคพวกเราทั้งนั้น รุ่นพี่รุ่นน้องบ้าง เราทำกิจกรรมหมด ฉะนั้นถ้ามีปัญหา ก็จะเป็นเรื่องของการที่ เรากลับบ้านดึกบ้าง เถียงบ้างหรือไม่เราก็ ตีกับเพื่อนชกต่อยบ้าง ก็จะโดนอบรม

Advertisement

งานพิเศษที่ทำได้เงินด้วย ก็เก็บแล้วให้แม่ส่วนหนึ่ง แล้วก็จะนำมาใช้เรื่องการเรียน ส่วนเงินเก็บของเรา ก็นำมาซื้อของที่เราอยากได้ ทำกิจกรรมกับเพื่อนเพื่อน เช่น ซื้อหนังสือเพลงรวบรวมเงิน ซื้อกีตาร์ และตีเพอร์คัชชัน (percussion ) แต่เดี๋ยวนี้ทิ้งไปนานแล้วหลาย 10 ปีแล้ว ไม่ได้เล่นแล้วไม่เหมือนสมัยก่อน ต้องมาแกะทำนอง

“เป็นคนไม่เครียด สวดมนต์นั่งสมาธิ เล่นดนตรี กีฬา”

กีฬาที่เล่นหรือออกกำลังกาย คือ เล่นเวตกับต่อยมวย ยืดเหยียดร่างกาย แล้วก็เล่นดนตรี บ้างอ่านหนังสือบ้าง แต่ผมเป็นคนไม่เครียด และไม่ยึดติด เช่น ในช่วงที่เล่นกีตาร์ก็จะวางทุกอย่างลงหมดเลย ที่สำนักงานทนายความของผม บางครั้งก็มีพี่ๆศิลปิน แวะมาอย่างวงบรรพชนน้าตุ้ม น้าซู น้าหงามาบ้าง เราก็จะไปแจมบ้างตี percussion อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เป่าขลุ่ย ผมก็เล่นกีตาร์ส่วนใหญ่ ก็จะเล่นดนตรีกันภายใน

หรือหลังจากออกไป เคลื่อนไหวชุมนุมเสร็จ ถึงเวลาที่จะพักผ่อน นอนหลับผมก็สวดมนต์นั่งสมาธิแล้วก็หลับ เช้ามาล้างหน้าล้างตาดูข่าว ถึงจะมาเริ่มทำงาน และทุกกิจกรรมที่ทำผมไม่ได้เครียดอะไร แต่บางเรื่องก็ต้องใช้ความคิดมาก และใช้ข้อมูลมากใช้การวิเคราะห์ที่มากด้วย การติดต่อเขาให้ปรึกษากับพี่น้อง เพื่อนฝูงผู้ใหญ่หลายท่าน แต่เราไม่ได้อยู่ในความเครียด ผมมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จ แต่ว่าไม่ยึดติด

“ยอมรับ ภาพพจน์แรง เหตุ เป็นคนมุ่งมั่น ไม่กลัวใคร -รับไม่ได้หากเจอสิ่งไม่ถูกต้อง มีคดีเดียว ข้อหา คปท.ก่อการร้าย เป็นกบฏ

ภาพที่คนอื่นมองเข้ามา ว่าทนายนกเขาเป็นคนแรง ความจริงแล้วเป็นคนแรง แบบนี้ไหม หรือเพราะว่าเป็นคน เสียงดังคนก็เลยมองภาพอย่างนั้น

Advertisement

ทนายนกเขา : 1. ผมเป็นคนมีความมุ่งมั่น 2. เป็นคนไม่ชอบ เรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมรับ และพร้อมที่จะจัดการ แก้ไขเรื่องพวกนี้ให้ถูกต้อง พื้นฐานของผม ก็เป็นคนที่ไม่กลัวใคร แล้วก็ไม่สนด้วยว่า ถ้าผมจะทำอะไร และอะไรจะเกิดขึ้นกับผม แต่ทำอะไรจะคิดก่อนเลยว่า ออกไปทำอะไร จะเจออะไร ก็พร้อมรับหมด

ที่บอกว่าไม่กลัวใคร พูดอะไรตรงๆ ตอนนี้มีกี่คดีแล้ว

ทนายนกเขา : ตอนนี้ผมมีคดี คปท. โดนข้อหาก่อการร้าย เป็นกบฏเยอะแยะไปหมด แต่ก็รวมเป็นคดีหลักคดีเดียว ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ถูกดำเนินคดี แต่ก็ช่วยว่าความให้ ช่วยวางแผนคดีให้ ส่วนหนึ่งการต่อสู้ทุกครั้ง ต้องยอมรับก่อนว่า กฎหมายเป็นหลักของบ้านเมือง กระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นเสาหลักของบ้านเมือง แต่การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ

หรือการเข้าสู่เป้าหมาย หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง บางครั้งแม้แต่ใช้สันติวิธี ก็อาจจะเข้าไปล้ำเส้นกฎหมายบ้าง ตรงนี้ก็ต้องยอมรับ แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายแม้จะพูดกันในทางปรัชญา ในเชิงที่มาและผลของกฎหมาย ในเชิงผลประโยชน์ ก็อาจจะเห็นว่า กฎหมายออกโดยกลุ่มคน ที่เป็นนักการเมือง อาจจะมีเพื่อไปเอื้อทุนบ้าง ออกมาเพื่อที่จะกดหัว กดขี่ประชาชนบ้าง ออกมาภายใต้การครอบงำ ชักนำของต่างชาติบ้างหรือออกมาสนอง ประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองเอง แต่กฎหมายเป็นหลักของบ้านเมือง ก็ต้องยอมรับ

“ถ้าสู้ไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลง ภาคประชาชนก็อาจจะมีกำลัง หรือมีพลังของพี่น้องประชาชนทุกคน มาผลักดันให้แก้ไข เรื่องพวกนี้อีกทีหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้กฏหมายถูกตีความ ที่เป็นธรรมมากขึ้น คือ ไม่นำกฎหมาย ที่เป็นหลักธรรมมาใช้ หรือไม่ออกกฏหมายใหม่ ยกเลิกกฎหมายเก่า จะสู้ยังไงก็แล้วแต่ หลักของบ้านเมืองต้องอยู่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชนต้องอยู่ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็เหมือนกันต้องอยู่”

Advertisement

“ไม่มีใครเป็นไอดอล ถ้าชอบจะตรวจทาน ค้นคว้า ก่อนนำมาใช้ ลั่น ทำงานตลอดชีวิตไม่หยุด ไม่พัก พร้อมออกมาเป็นแถว 1 ตลอดเวลา

มีหลักในการเดินชีวิต หรือมีใครที่เป็นต้นแบบบ้างหรือไม่

ทนายนกเขา : ผมไม่ค่อยคิดถึงเรื่องพวกนั้น บางสิ่งบางอย่าง ก็ถูกนำมาใช้เหมือนเป็นวิธีคิด วิธีการทำงานและดำเนินชีวิตของผม และรู้สึกเป็นครูบาอาจารย์ แต่ไม่ได้นำมาเป็นไอดอล แต่ถ้าผมเห็นแล้วคล้อยตาม ตรวจทาน ค้นคว้าผมก็ยึดถือมา ความจริงแล้วหลายสิ่งหลายอย่าง บุคคลที่มีคุณค่าต่อประเทศไทย ต่อโลกและองค์การต่างๆ วงการต่างๆ

เป็นเรื่องที่เราจะต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ เพราะทำให้กิจกรรม หรือการดำเนินชีวิตต่างๆมันง่าย แล้วเราก็จะรู้ว่าประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ก็จะรู้ว่าควรกำหนดวิถีชีวิตเราอย่างไร กำหนดความสัมพันธ์ของเรา กับบุคคลต่างๆที่เข้ามาในชีวิต อย่างไร หรือสิ่งต่างๆที่จะต้องไปพบเจอในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความยากจน เรื่องการไม่มีที่อยู่ การบุกรุกป่า เรื่องมลพิษต่างๆ พลังงาน การเข้ามาของต่างชาติเราก็จะรู้

เคยตั้งเป้าไว้หรือไม่ว่า จะทำงานถึงอายุเท่าไหร่ ถึงคิดว่าตรงนั้นเพียงพอแล้ว จะวางมือไปทำอย่างอื่น

ทนายนกเขา : ไม่ๆๆๆ จะทำไปเรื่อยๆ ทำตลอดชีวิตไม่มีหยุด ไม่มีพัก ไม่มีมานั่งเป็นแถว 2 สองแถว 3 ไม่เอา ผมพร้อมเปิดหน้าตลอดเวลา พร้อมออกมาเป็นแถว 1 ตลอดเวลา แม้ว่าจะต้องใช้เวลา ใช้ความมุ่งมั่นให้คนเข้าใจ จะถูกด่า แม้จะถูกสงสัยก็ไม่เป็นไร แต่ก็จะทำจะไม่เป็นคนนิ่งเฉย แก่ก็จะไม่เฉย แล้วผมก็ไม่กลัวอุปสรรคอะไร ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งล่อใจ

ที่สำคัญคือผมไม่มีความมุ่งหมายทางอำนาจ ผมเพียงแต่ต้องการ ให้อำนาจในประเทศนี้ เป็นของประชาชน ให้ประชาชนได้รับผล ของมันโดยตรงได้จริงๆ ไม่ใช่ใช้ได้ เพราะว่าเขามาทำให้ แล้วก็มานั่งแก้ไขปัญหา ที่เขาทำให้ หรือถ้าจะตรวจสอบก็ต้อง สอบกันได้จริงๆ ปัจจุบันเทคโนโลยี พัฒนาไปถึงขนาดไหนแล้ว แม้แต่ศาลก็ยังมีรูปแบบ เข้ามาไต่สวนช่วยเหลือประชาชน แล้วทำไมฝ่ายการเมือง ไม่ช่วยเหลือประชาชน จะปกปิดข้อมูลทำไม เราคิดว่าทำให้มันเป็นผลจริงๆ หลายปัญหา และมองว่าส่วนหนึ่ง ที่ปัญหาดำรงอยู่แล้วไม่มีใครแก้ไข คือ การไม่นำพาของ พี่น้องประชาชนเอง ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็มองออก

Advertisement

“ย้ำจุดยืนเดิม รัฐบาลต้องปฏิวัติประชาชน-ปฏิรูปประเทศ ค้านรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้เคยมีจุดยืน ไม่เห็นด้วย กับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เห็นว่าควรที่จะปฏิวัติประชาชน โดยให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ

ทนายนกเขา : ผมยึดตรงนี้มาตลอด เพราะเชื่อมั่นในอำนาจอธิปไตย ของปวงชนชาวไทย และคิดว่าเป็นอำนาจที่แท้จริง ใช้ได้จริง กฎหมายรับรอง และคุ้มครองให้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ หลังจากที่เราปล่อยให้การเมือง ตกอยู่ในมือของฝ่ายการเมือง ซึ่งเราเลือกไม่ได้เลยว่า ใครจะเข้ามาบ้าง เราเลือกได้เฉพาะ เมื่อเขาจัดสรรกันมาแล้ว

หรือการเข้ามาของทหารทางอำนาจ เราก็ทำอะไรไม่ได้อีก เพราะฉะนั้น 1.ไม่ต้องรัฐประหาร ในขณะที่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามวิถี ถ้าเห็นว่าถึงเปลี่ยนแปลงไป ก็จะได้แบบเดิม อันนี้ต้องใช้อำนาจอธิปไตย เพื่อที่จะหยุดยั้ง และเพื่อให้ฝ่ายการเมือง ปรับตัวได้เหมือนกับกรณี ที่มีการพูดกันเรื่องโหวตโน หรือไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง

เพื่อให้ได้นักการเมืองที่พึงประสงค์ ไม่เห็นพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง ใช้อำนาจต่างๆหรือใช้นโยบาย ที่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่เหมือนกับว่า เป็นนโยบายที่ประชาชน จะรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์ เพราะประชาชนก็รู้ว่า อยู่ภายใต้รูปแบบนี้มาหลาย 10 ปี ก้อรู้ว่าถ้าไม่เอาประโยชน์ตอนนี้ ก็หาประโยชน์จากฝ่ายการเมืองไม่ได้ หรือมองเห็นเขาทำ แต่ประชาชนไม่รู้ว่า วิธีการทำงบประมาณ หรือวิธีการที่จะฉ้อฉล จากโครงการที่เอามาให้ประชาชน ในรูปแบบประชานิยม เขาจะได้อะไร

ฉะนั้นผมจึงบอกว่าถ้าจะปฏิวัติ ก็ควรจะปฏิวัติประชาชน แต่บนพื้นฐานที่ประชาชนนำ ทุกฝ่ายเข้ามา ไม่ได้ปฏิเสธใครมาคิดมาสร้าง แต่ต้องเอาปัญหาทั้งหมด มาแก้ทันที แล้วก็มีรัฐบาลที่เป็นไปตามหลักการ ยอมรับโดยเสียงส่วนใหญ่ ของประชาชนให้ไปทำหน้าที่ การถูกกำหนดปัญหาต่างๆไว้ ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
รวมไปถึงการจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เข้ามาครอบงำ มากดขี่ มีอิทธิพลกับเรา เราถึงใช้คำว่าเราเป็นกลาง เราเป็นมิตร แต่สภาพความเป็นจริง ไม่ใช่อย่างนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เราคิดว่าแค่อำนาจฝ่ายการเมืองพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็แล้วแต่ ไม่มีความกล้าหาญ ที่จะแก้เพราะสุ่มเสี่ยง แล้วก็กลัว

Advertisement

ขณะเดียวกันให้ทหาร ยึดอำนาจเข้ามา ก็จะไม่กล้าแก้ไข เรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ครอบและกดดันอยู่ มันแก้ไขไม่ได้แล้วถ้า 2 ส่วนที่แก้ไขไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าประเทศไทยจะเจริญ เป็นตัวของตัวเองและประชาชนจะเจริญเติบโตได้ ขณะที่ประชาชนเองไม่ได้จำยอม แต่ไม่มีทางเลือก เพราะกลไกสภาพสังคม และอำนาจรัฐไม่เอื้อ ขณะเดียวกันเขาถูกโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทำให้เชื่อมาแบบนี้

“อัด บิ๊กตู่ ตระบัดสัตย์ บริหารปท.ช่วงที่ สังคมอ่อนแอ-แตกแยกมากที่สุด ถูกปั่นเรื่องความสงบ เกิดปรากฎการณ์ “ผีทักษิณ” ซ้ำ

ปี 2557 คปท.- กกปส. เคยเคลื่อนไหว เรียกร้องผลประโยชน์ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศ และบอกว่าจะทำตามสัญญา ปฏิรูปประเทศแต่วันนี้ผ่านมา 8 ปีแล้ว ยังไม่ได้ดำเนินการ

ทนายนกเขา : เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คุณประยุทธ์ตระบัดสัตย์ และทำไม่ได้ แต่คุณประยุทธ์เข้ามาในช่วงที่ สังคมอ่อนแอที่สุดแตกแยกมากที่สุด แล้วก็ถูกปั่นเรื่องความสงบ ทุกคนเอาประโยชน์ จากความแตกแยกมาปั่น แล้วก็หวังว่าคุณประยุทธ์มา ความแตกแยกจะสงบ แต่ถามว่าคุณประยุทธ์เอง เคยมีอะไรที่ต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั้งหมด กลับมาเข้าอกเข้าใจ สามัคคีปรองดองกันหรือไม่

ข้อเสนอของคุณประยุทธ์ในขณะนั้น เป็นข้อเสนอที่สอดคล้อง กับการเรียกร้องของประชาชน คือให้มีการปฏิรูป แล้วคุณประยุทธ์ก็รับปากทั้งหมด มีการตั้งสภาปฏิรูปแต่แล้วก็เงียบ วันนี้ก็ไม่มีแล้วแม้แต่ตำรวจ ก็ไม่มีการปฏิรูป แล้วนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งขณะนั้นมีส่วนใน กกปส.ออกมาเชียร์ บอกว่าไม่มีใครดีที่สุดแล้ว วันนี้ก็ยังปรากฏ “ผีทักษิณ” ขึ้นมาอีก

ปลุก “ประชาชน เตรียมตัวให้พร้อม หลัง รัฐเอื้อประโยชน์ เปิดพื้นที่ให้ต่างชาติ -กลุ่มทุน”

ช่วงใกล้เลือกตั้งรัฐบาลเรทติ้งต่ำ สื่อมวลชนบางฉบับก็ปั่นขยี้ทักษิณ ในความเป็นจริงโดยสภาพ ทำให้ประชาชนลืมนึกถึงไปว่า นายทักษิณกลับเข้าประเทศไม่ได้ และในความเป็นจริง พรรคเพื่อไทยก็จะไปไหนไม่ได้ มันก็จะอยู่ได้แค่นี้แหละ ไม่อย่างนั้นจะให้อุ๊งอิ๊งมาทำไม เขาอาจจะเลือกตั้งได้ มีแลนด์สไลด์เข้ามา แต่ถึงที่สุดพฤติกรรมที่ถูกส่งผ่าน มา 2 -3 เจเนอเรชั่น

Advertisement

ของคนในแวดวงตระกูลเหล่านี้ เห็นแล้วว่ามีวิกฤตบางประการ ที่จะเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ ถ้าเกิดขึ้นพี่น้องประชาชน ก็จะลุกขึ้นอยู่ดี แต่ถ้าปล่อยเป็นแบบนี้ แล้วไม่แก้ไขในขณะนี้ นั่นหมายความว่า ถ้าทางนี้เลือกตั้งเข้ามา คนที่ยังรู้สึกผูกพันกับทางนี้ ก็จะลุกขึ้นมาหนุน ทางนี้ก็ไม่ยอมรับ การเผชิญหน้าของประชาชน ก็จะเกิดขึ้นอีก

เห็นต่าง ขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง เผชิญหน้า ใช้ความรุนแรงอยู่ร่วมชาติกันไม่ได้ วันนี้มันอยู่ตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเกิดขึ้นอีกช็อตเดียว ก็หมายความว่าประชาชนพร้อม ที่จะใช้กำลังกันแล้ว นอกจากนี้รัฐยังเปิดพื้นที่ ให้คนต่างชาติเข้ามา โดยไม่ได้ส่งเสริมการพึ่งพา การพัฒนาภายในประเทศอย่างแท้จริง ในทุกๆเรื่อง ประชาชนต้องเตรียมตัวเอง ส่วนใหญ่ในขณะนี้ สิ่งต่างๆไปอยู่ในมือกลุ่มทุน เรียบร้อยแล้ว

เรื่องการปฏิรูปประเทศ ที่ผมกับ พี่ตู่ (จตุพร พรหมพันธ์ ประธานนปช.) เราออกมา เพราะเห็นแล้วว่า จะเกิดวิกฤติตรงนี้ และปัญหาก็วิกฤตกันจริงๆในหลายเรื่อง จะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว มีการเข้าออกของต่างชาติ ผมเคยพูดเรื่องนี้ มาตั้งแต่ปี 2557 มาเริ่มพูดอีกครั้งหนึ่ง ในการ Live เมื่อปีที่แล้วตั้งแต่ 15 พ.ค. ว่าปัญหาทุกอย่างจะเกิด ผมกับพี่ตู่คุยกันว่า ถ้าจะแก้ไขปัญหาประเทศ จะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ และรองรับสถานการณ์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น อย่าหวังพึ่งพารัฐ

ประชาชนต้องกลับมาคุยกัน อดีตไม่ต้องลืม เพราะประวัติศาสตร์ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่วันนี้ต้องมามองประเทศ มองประชาชนด้วยกัน ทั้งนี้หลายวิกฤตที่ผ่านมา ประชาชนต้องดูแลตัวเอง รัฐช่วยเหลือน้อยมาก และสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ลงมาช่วยบ้าง แต่ถึงที่สุดประชาชน ต้องทำฐานะตัวเองให้มั่นคง เพื่อที่จะสามารถบอกรัฐได้ ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

Advertisement

หรือขณะนี้ในบางเรื่อง ก็สามารถมีข้อท้วงติงได้ ทำให้มีน้ำหนักเพียงพอ ที่รัฐต้องรับฟัง เพราะฉะนั้นสภาพความแตกแยก โดยแท้จริงแล้ว ไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่เกิดจากสิ่งล่อลวงบางประการ วันนี้ต้องรีบคลี่คลาย ถ้ายังหยุดอยู่ในจุด ที่ขัดแย้งกันอีก ก็คือการเผชิญหน้ากัน อยู่ร่วมชาติกันไม่ได้ 1 ปีที่ผ่านมาจะได้ยินคำว่า “ชังชาติ” มันไม่ควรจะเกิดขึ้นใช่หรือไม่ แต่ในมิติคนไทยด้วยกันเอง จะเกลียดชังจะขับไล่กัน ถึงขนาดนั้นเลยหรือ

มีคนการบอกว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังต้องทำงาน อยู่ในตำแหน่ง เพราะคุณทักษิณยังของเคลื่อนไหวอยู่

ทนายนกเขา : ถ้าจะเอามาเป็นข้ออ้างก็ได้ แต่ไม่เกี่ยวกัน หน้าที่ของคุณประยุทธ์ คือ ทำให้บ้านเมืองนี้มันดี ทำตามที่ตัวเองพูด ทำตามที่ประชาชนเรียกร้อง แล้วใครรับประกันได้ว่า คุณทักษิณกับคุณประยุทธ์ไม่ติดต่อกัน ใครรับประกันได้ว่า 3 ป.ไม่ติดต่อกับคุณทักษิณ ในเมื่อมีข่าวมาตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นมีการพูดถึงกล้วย อันหมายถึงสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ในสภาพูดกันง่ายๆ ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงเพราะกล้วย สังคมมันต่ำถึงขนาดนี้แล้วหรือ

ถ้าให้คะแนนการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ให้บิ๊กตู่ 2 คะแนน

ทนายนกเขา : ผมคิดว่า 2 คะแนนก็ถือว่า โอโห!! สุดๆแล้ว 2 คะแนนให้อยู่บนพื้นฐาน ที่ดันทุรังอยู่มาได้ เห็นผลงานต่างๆที่แล้วเสร็จ ไม่ใช่ความสามารถอะไรมากมาย แต่เป็นงานที่ต้องเสร็จนะ ไม่เสร็จไม่ได้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เป็นใครมาจากไหนก็ต้องสร้างเสร็จ

บางคนบอกว่ารัฐบาลนี้ ต้องไปใช้หนี้แทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คุณสร้างระบบมันมาอย่างนี้ ในเมื่อเขาไปทำให้เสียหาย คุณก็ต้องเช็คบิล คุณก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ เข้าไปล้อมกรอบทรัพย์สินเขาไว้ แล้วคุณปล่อยทำไม ในเมื่อคุณมีอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหาร ถึงขนาดที่คุณยิ่งลักษณ์ เคยร้องเรียนว่า มีทหารตามติดประกบ แต่ถึงที่สุดแล้ว หนีออกนอกประเทศได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร

Advertisement

“อย่าบอกว่าฝ่ายการเมือง มันขัดแย้งกันจริงมันไม่มี ทำไมไม่มาหนุน ให้ประชาชนสามัคคี แล้วให้ความสามัคคีของประชาชน เป็นเครื่องชี้นำประเทศ ถ้าประชาชนจะใช้ อำนาจอธิปไตยทางตรง ผิดกฎหมายตรงไหน ถ้าเขาจะใช้อำนาจ อธิปไตย ตามมาตรา 3 ของเขา มีอะไรที่ผิดกฎหมายบ้าง ถ้าเขายังทำในกรอบ ของอำนาจอธิปไตย แล้วไม่ได้กระทบต่อ กฏหมายอาญาหรือกฎหมายไหนทั้งสิ้น มันผิดตรงไหน

คุณจะให้ประชาชนเลือกตั้ง คุณก็ไปบอกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ไปตัดสิทธิ์เขาว่า ถ้าคุณไม่ลงเลือกตั้ง ต่อไปคุณจะใช้สิทธิ์ทางการเมืองไม่ได้ คุณไปตีกรอบประชาชนเขาให้สูญสิ้น ความมีเสรีในการที่จะใช้สิทธิ์ เพราะสิทธิ์ของเขาจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่คุณจะเอาสิทธิ์ที่ติดตัวเขานี้ อยู่ดีดีเอากฎหมายไปตัดสินเขา

กฎหมายมันขัดหรือไม่ แต่สังคมไม่ได้สนใจตรงนี้ ฝ่ายการเมืองก็ไม่มองตรงนี้ มองแต่ว่าบังคับ ให้มันมาเลือกตั้งมากๆ จะได้ไม่มีนักการเมืองไหน ไปครอบประชาชน มาแล้วก็เฉลี่ยกันมาเยอะๆ แต่ความจริงแล้ว คือเป็นการไปตัดสินประชาชน ผมถามว่าระหว่างการตัดสิทธิ์ กับผลเลือกตั้ง อันไหนสำคัญกว่ากัน คุณไปตัดสิทธิ์ประชาชนไม่ได้ และรูปแบบกลไก ในการเลือกตั้งต่างๆ ก็ไม่มีพรรคการเมืองไหน จะได้เสียงเกินครึ่งอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องไปใช้กลไกรัฐสภา กลไกวุฒิสภาอยู่ดี

เชื่อการเมืองเรื่องผลประโยชน์ลงตัว สร้างเรื่องเป็นลิเก

มองว่าการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

ทนายนกเขา : ถ้าเอาประเด็นความแตกแยก ทางการเมืองในหมู่นักการเมือง ผมคิดว่ามันลงตัว ที่คุณเห็นมันลิเกทั้งนั้น พวกนี้ไม่ได้หาทาง เพื่อที่จะอยู่กับประชาชน แต่หาทางเพื่อที่จะ รักษาประโยชน์และหาประโยชน์ จากอำนาจรัฐ และให้ประชาชนมาเป็นฐาน ในการให้มันขึ้นมา ฉะนั้นสภาพในสิ่งที่คุณ จะเห็นชัดเจน คือฝ่ายขั้วรัฐบาลเดิม ได้คะแนนน้อยลง โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ส่วนฝ่ายค้านปัจจุบันจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น

Advertisement

แต่จะกลับมาเป็นฝ่าย จัดตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ประชาชนจะไม่ได้อะไร จะมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จัดการอะไรไม่ได้แล้ว ถึงที่สุดมีปัญหาจากต่างชาติ เข้ามาแทรกแซง ก็จะเปิดพื้นที่ให้ทหาร เข้ามาอีกเหมือนเดิม

“ผมกับพี่ตู่คุยกัน เรามองว่าประชาชนแตกแยกกันมาก จนเมื่อเกิดวิกฤติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน การขาดแคลนอาหาร ความทุกข์ยาก ลำบากยากจน หรือวิกฤตจากต่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้รอด และผ่านไปได้ก็คือความสามัคคี ของประชาชน แต่ถ้าสิ่งนี้ไม่เกิด ก็จะเป็นแบบสภาพ แตกกระสานซ่านเซ็น คุณก็เห็นกลียุคในบ้านเมืองนี้ เห็นคนในประเทศนี้ ต้องแย่งอาหารกัน เอาชีวิตแลกมาเพื่อดำรงชีพ เรื่องนี้รัฐบาลต้องเตรียม ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก แต่เขาก็ไม่ได้เตรียม”

 “ยุทธศาสตร์คือประเทศไทย ยุทธวิธี คือ แนวคิด”

ที่มาของ “ประเทศไทยต้องมาก่อน คณะหลอมรวมประชาชน” เริ่มมาอย่างไร

ทนายนกเขา : ตรงนี้คือยุทธศาสตร์ ในสภาพเช่นนี้มันมี 2 อย่างเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศชาติรอด คือ ประชาชนและประชาชน ต้องมุ่งตรงต่อผลประโยชน์ ของประเทศ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ประเทศไทยต้องมาก่อน คณะหลอมรวมประชาชน” เราใช้คำว่า “คณะ” เพื่อให้รู้สึกว่า ความจริงแล้วมันไม่มีแกนนำ ไม่มีการบังคับบัญชาศูนย์กลาง จากบนมาล่าง ,ซ้ายไปขวา แต่เป็นคณะที่ทุกคนเข้ามาร่วมกัน คณะก็ใหญ่ขึ้นทุกคนเท่ากันหมด ถกเถียงกันเรื่องความคิด การยอมรับและเหตุผล ซึ่งกันและกันยุทธศาสตร์คือประเทศไทยต้องมาก่อน

จากนั้นค่อยมาดูยุทธวิธี ว่าจะดำเนินการตรงนี้อย่างไร จะทำให้ประชาชน สามัคคีแข็งแรงอย่างไร และประเทศไทยต้องมาก่อน จิตสำนึกของผู้คนมาก่อน ผลประโยชน์ของผู้คนมาก่อน ทั้งในมิติของระหว่างประเทศด้วย ฝากถึงผู้มีอำนาจรัฐ และผู้มีหน้าที่ต่างๆ เอกชนและผู้ประกอบการ ทำอะไรต้องให้นึกถึง ผลประโยชน์ของประเทศก่อน

Advertisement

กว่าจะตกผลึกเป็นยุทธศาสตร์ตรงนี้ คุยกันนานหรือไม่

ทนายนกเขา : ผมเริ่มขึ้นเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว ส่วนของพี่ตู่จตุพร เริ่มคุยกันห่างๆ แต่มาเริ่มคุยกันตอนที่ ผมจะเดินทางไปพบเขาที่พีททีวี โดย 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้นได้พูดคุยกัน ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งขณะนั้นไปพบพูดคุย ยังไม่บรรลุในเรื่องของยุทธศาสตร์ ที่จะดำเนินการร่วมกัน แต่ตอนนั้นก็จะเห็นว่า มีชื่อประชาชนคนไทยด้วย

ขณะที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหว พี่ตู่จตุพรออกมาด้วย ก็จะใช้ชื่อว่า “กลุ่มหลอมรวมประชาชน” ตอนนี้ก็มาเป็น “คณะหลอมรวมประชาชน” ตอนนี้มีกิจกรรม และยุทธศาสตร์ร่วมกัน คือ ประเทศไทยต้องมาก่อน ใช้ความสามัคคี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ เข้าไปผลักดันยุทธศาสตร์แรกอีกทีหนึ่ง

ต้องการปฏิวัติประชาชน เพื่อผลักดันให้รัฐบาล ปฏิรูปประเทศใช่หรือไม่

ทนายนกเขา : สำหรับผมไม่เอา รัฐประหารตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมเลือกการปฏิรูปประเทศ มีแต่คปท.เท่านั้น ที่พูดเรื่องการปฏิรูป แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ในเรื่องเหล่านี้เขาไม่สนใจ ขณะที่ประชาชนทุกฝ่ายไม่ต้องลืม เพราะประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกอย่างที่เคยสู้ เคยใช้กำลังใจ และจิตวิญญาณต่างๆ แดงเขาก็ทำเพื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย เหลืองก็เหมือนกัน

มันต่างกันตรงนี้ ตอนนั้นที่แดงเขาเคลื่อน เขาเอาประชาธิปไตย เชิงโครงสร้าง และพอได้อำนาจไป ผู้ใช้อำนาจจะเป็นแบบไหน เขาจะไม่แสดงปฏิกิริยา ส่วนเหลืองประชาธิปไตยก็ต้องมาตามนั้น แต่รายละเอียด คือการเลือกตั้ง ต้องบริสุทธิ์ยุติธรรมการใช้อำนาจ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ตรงนี้ต่างหากที่เป็นตัวขัดแย้งที่แท้จริง

Advertisement

ขณะเดียวกันฝั่งภาคประชาชน ในเรื่องของสถาบันไม่ได้ขัดแย้งกันหนัก แต่สถาบันเป็นประเด็นเฉพาะ ของคุณทักษิณก็เลยถูกพูดไปด้วย ไม่ได้หมายความว่า พี่ น้องเสื้อแดง จะไม่ยึดมั่นต่อสถาบันไม่ใช่ แต่เพราะคุณทักษิณ ทำเรื่องแบบนั้นขึ้นมา เพื่อไปเคลมเอาตรงนั้นเองเ พราะฉะนั้นถ้ามาดูมิติ ที่จะให้เป็นประชาธิปไตย อย่างถ่องแท้สมบูรณ์ ตามวิถีทางของไทย คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประชาชน 2 ฟากฝั่งขาดกันไม่ได้เลย

“ประชาชน 2 ฝั่งมีฐาน ยังยึดมั่นในฐานหลัก ของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และฐานเดียวกันคือ ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ อำนาจอธิปไตยของตัวเองอย่างแท้จริง และใช้อำนาจต่างๆนี้ แก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ เปลี่ยนยุคเปลี่ยนผ่านไป เพื่อให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้น ฉะนั้นความจริงแล้ว ประชาชน 2 ฝั่งขาดกันไม่ได้ ถ้าจะให้ประเทศนี้ เดินหน้าประชาชนมีสุข”

ย้ำจุดยืน เดิมตั้งแต่อดีตไม่เปลี่ยนแปลง มีคดีช่วยเหลือชาวบ้าน เมิน ขี้ปากคน เชื่อ ไม่มีใครดี เกินปากคน พระพุทธเจ้ายังโดนนินทา

คิดว่าสิ่งที่ คปท.เคยเรียกร้อง มาในอดีต ณ วันนี้ เห็นว่ารัฐบาลทำบ้างหรือยัง

ทนายนกเขา : การทำแค่เริ่มไปพูด ไปให้เกิดการประชุมต่างๆ สิ่งที่ผมต้องการคือ ทำผลงานให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การประชุม การตั้งคณะกรรมการต่างๆใช่หรือไม่ถ้าท้วงติว่า เขาไม่ปฏิรูปประเทศ เขาก็จะบอกว่ามันมีตรงนี้ไง ตรงนั้นไง พวกติ่งต่างๆก็จะโหมกระหน่ำเข้ามา ทั้งที่เห็นเต็มตาว่าผลไม่มี

“จุดยืนของผมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผมเป็นคนทุ่มเท เสียสละและ หวังประโยชน์ของประชาชน กับประเทศเป็นที่ตั้ง ตอนเรียนรามคำแหง ผมก็ทำกิจกรรม ในค่ายอาสา ระหว่างเรียนหนังสือ ไปเดินอบรมเกี่ยวกับกฎหมาย ให้ชาวเขาในป่าในดอย หลังจากนั้นก็ทำงานเอ็นจีโอ ด้านกฎหมาย ด้านสิทธิมนุษยชนมาตลอด จนถึงวันนี้ผมก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีคดีช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ปกติ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่า ผมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าอยากจะพูดก็พูดไป แต่สิ่งที่ผมทำก็ทำไป เพราะไม่มีใครดี เกินปากคนอยู่แล้ว พระพุทธเจ้ายังโดนเลย”

Advertisement

ไม่เคยมี “รบ.” แก้ วิกฤต “ปท.ไทย” พึ่งพา-พัฒนา ศก.ฐานราก ตัวเองได้

ฝากถึงประชาชนว่า ปัญหาวิกฤติจากระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้มีการแก้ไข และสั่งสมมานาน จากวิกฤตจากความเหลื่อมล้ำ ที่ทรัพยากรและรายได้ทั้งหมด กำไรทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ภายใต้กลุ่มทุน แล้วให้ประชาชนรับภาระ นอกจากนี้วิกฤติ จากความขัดแย้งกันเอง ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จะเกิดวิกฤติผลกระทบ จากการเปลี่ยนขั้วระเบียบอำนาจใหม่ของโลก ทั้งหมดนี้มีผลกระทบต่อประชาชน และของเรื่องภัยธรรมชาติก็น่าเป็นห่วง

ขณะที่วิกฤตต่างๆในประเทศไทย ยังไม่เคยมีรัฐบาลไหน ทำให้ประเทศนี้พึ่งพาตัวเองได้ และพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก ของประชาชน ภูมิปัญญาและวัตถุดิบของประชาชนที่มีอยู่มาต่อยอด นอกจากนี้รัฐยังเปิดพื้นที่ ให้ต่างชาติเข้ามา โดยไม่ได้ส่งเสริม และพึ่งพาการพัฒนา ภายในประเทศอย่างแท้จริง แต่ทุกเรื่องประชาชนต้องเตรียมตัวเอง ธุรกิจและกอจการส่วนใหญ่ ไปอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างๆเรียบร้อยแล้ว

Continue Reading
Advertisement