ข่าว
ก.พ. แจงมาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งระดับสูง ยันไม่กระทบการเลื่อนระดับข้าราชการ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงาน ก.พ. ชี้แจงกรณีมาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งหรือปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับที่สูงขึ้น โดยยืนยันว่าเป็นมาตรการควบคุมการเพิ่มกรอบตำแหน่งใหม่ ไม่ใช่การชะลอการเลื่อนระดับหรือแต่งตั้งข้าราชการตามกรอบเดิม พร้อมระบุข้าราชการยังสามารถเลื่อนขั้นตามเกณฑ์ปกติหากมีตำแหน่งว่างรองรับ
การชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ และกำหนดมาตรการให้ชะลอการกำหนดตำแหน่งหรือปรับปรุงตำแหน่งเป็นระดับที่สูงขึ้น เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบตำแหน่งระดับสูงและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ โดยมุ่งเน้นให้ส่วนราชการทบทวนความจำเป็นของตำแหน่งให้สอดคล้องกับภารกิจ โครงสร้าง และแนวทางการบริหารกำลังคนภาครัฐก่อนดำเนินการปรับปรุงตำแหน่งที่อาจส่งผลให้งบประมาณบุคลากรเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ระบุว่า มาตรการนี้บังคับใช้เฉพาะ การกำหนดตำแหน่ง ใหม่ มิใช่การชะลอ การเลื่อนระดับข้าราชการ หรือการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นแต่อย่างใด ส่วนราชการต่างๆ ยังคงสามารถดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนดได้ตามปกติ หากหน่วยงานนั้นมีตำแหน่งระดับสูงรองรับอยู่ในกรอบอัตรากำลังเดิมและเป็นตำแหน่งว่าง

ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ส่วนราชการมีกรอบตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษอยู่แล้วและตำแหน่งว่างลง หน่วยงานยังสามารถเปิดคัดเลือกข้าราชการระดับชำนาญการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ตามระเบียบ โดยไม่เข้าข่ายการถูกชะลอตามมาตรการนี้ เนื่องจากไม่ใช่การขออนุมัติเปิดกรอบตำแหน่งระดับสูงเพิ่มขึ้นใหม่
สำนักงาน ก.พ. ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดสิทธิหรือปิดกั้นความก้าวหน้าในสายอาชีพของข้าราชการ แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมอัตรากำลังและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐให้สอดคล้องกับสถานการณ์งบประมาณของประเทศ ในระหว่างที่ภาครัฐกำลังทบทวนโครงสร้างบทบาทภารกิจของหน่วยงานต่างๆ
สำหรับการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้นตามแนวทางของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) จะมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสำนักงาน ก.พ. จะดำเนินการติดตามและประเมินผลการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐในภาพรวม เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณากำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป
