ข่าว
รมต.นภินทร สั่งสอบด่วนโครงการ e-Commerce สสว. เร่งประสาน ม.ศิลปากร ส่งหลักฐานปมเรียกรับผลประโยชน์
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีข้อสั่งการเร่งด่วนให้ สสว. ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานในโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce รวมถึงโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย พร้อมย้ำให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกมิติ
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการและสั่งเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยการดำเนินโครงการประจำปีงบประมาณ 2569 ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce วงเงิน 495 ล้านบาท และโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย เพื่อ SME ไทย วงเงิน 499 ล้านบาท เป็นโครงการอุดหนุนงบประมาณกองทุน สสว. ตามมาตรา 34(2) แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร สสว. และคณะกรรมการส่งเสริม SME เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไม่น้อยกว่า 130,000 ราย และลดภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างประเทศ
ทาง สสว. ชี้แจงถึงความแตกต่างทางกฎหมายว่า การคัดเลือกตามระเบียบ สสว. พ.ศ. 2563 (มาตรา 34(2)) เป็นกฎหมายเฉพาะที่มีลักษณะเป็นการอุดหนุนและสนับสนุนหน่วยงาน เพื่อนำไปดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ ต่างจากการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-Bidding ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ใช้สำหรับการจัดซื้อพัสดุ สินค้า หรือการจ้างทำของมาใช้ในหน่วยงานรัฐ โดยกระบวนการคัดเลือกของ สสว. มีคณะกรรมการมากกว่า 10 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอก ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และผู้บริหาร ร่วมประเมินและตัดสินด้วยมติฉันทามติ
สำหรับกรณี มหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ผ่านการคัดเลือกในโครงการวงเงิน 499 ล้านบาท สสว. ระบุว่า เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจ 3 ท่าน โดยใช้คำว่า “และ” เชื่อมรายชื่อ และไม่ได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจดำเนินการแทนได้โดยลำพัง ซึ่งตามการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 804 รวมถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2479 ถือว่าตัวแทนจะแยกกันทำการไม่ได้ แต่แบบคำขอรับความช่วยเหลือกลับมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว จึงไม่ตรงตามขอบเขตแห่งหนังสือมอบอำนาจ คณะกรรมการบริหาร สสว. ในการประชุมครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติยกอุทธรณ์ เนื่องจากเอกสารต้องถูกต้องครบถ้วน ณ วันสิ้นสุดการยื่นข้อเสนอ และไม่สามารถให้สัตยาบันย้อนหลังได้เพื่อรักษาความเสมอภาค

ส่วนประเด็นข้อกล่าวอ้างว่าบุคลากรของมหาวิทยาลัยศิลปากรถูกโทรศัพท์ข่มขู่และเรียกรับผลประโยชน์ ทาง สสว. ปฏิเสธว่าองค์กรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว โดย สสว. ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อขอความร่วมมือส่งมอบหลักฐาน รายชื่อบุคคล หรือบันทึกการแจ้งความภายใน 7 วัน เพื่อนำไปดำเนินคดีอาญาและทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อผู้ที่แอบอ้างหรือกระทำความผิด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร พร้อมยืนยันความพร้อมในการให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการและหน่วยงานตรวจสอบทุกแห่ง
