Connect with us

การเมือง

นายกฯ หนุนเอกชนตั้ง Art Free Zone ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะภูมิภาค ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

Published

on

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีตอบรับข้อเสนอจากภาคเอกชนในการจัดตั้ง แพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ (New National Art and Culture Platform) และเตรียมพิจารณาแนวทางการตั้ง เขตปลอดอากรด้านศิลปะ หรือ Art Free Zone เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักสะสมทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าดันไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะระดับภูมิภาค

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหาร หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยภาคเอกชนได้เสนอให้จัดตั้งแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ และเวทีแสดงศักยภาพของศิลปินไทย โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ทางด้านนายกรัฐมนตรีมองว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมระยะสั้น แต่เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ งานหัตถกรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ โดยนางสาวรัชดาได้กล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่า “เชื่อว่าทุนวัฒนธรรมไทยไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ด้วย หากสามารถเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ”

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่มีการนำเสนอคือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดงานศิลปะระดับโลก นักสะสม สถาบันศิลปะ และผู้จัดงานระดับนานาชาติให้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะในภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลประเมินว่าแนวทางนี้มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะนอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ระบบโลจิสติกส์ และบริการสร้างสรรค์ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แสดงผลงานร่วมกับศิลปินระดับโลก เกิดการว่าจ้าง การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และกระจายรายได้สู่ภาคเศรษฐกิจหลายอุตสาหกรรมในระยะยาว

Advertisement

Continue Reading
Advertisement