ข่าว
เอสซีจี รับมือสงครามการค้า จับตาผลกระทบไตรมาส 3 รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 เน้นเงินสด-ลดต้นทุน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เอสซีจี เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีกระแสเงินสด 12,889 ล้านบาท และกำไร 1,099 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของทุกธุรกิจและการดำเนินมาตรการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น บริษัทจึงยกระดับ “4 กลยุทธ์” หลักเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี (SCG) ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน การถือเงินสดถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากความไม่แน่นอนของโลก ซึ่งในไตรมาส 1 โดยปกติแล้วจะยังไม่จ่ายปันผล และผลประกอบการไตรมาส 1 ของ SCG มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการเร่งปรับตัวการสู้ความท้าทายทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง ที่มีความต้องการเพิ่มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลก่อสร้างและงบประมาณของภาครัฐที่เบิกจ่ายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มธุรกิจเคมีคอลส์ ปรับตัวได้ดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนและการปรับพอร์ตสินค้า ส่วนธุรกิจแพ็คเก็จจิ้ง ก็แข็งแกร่งขึ้นจากการพักผ่อนลงทุนอย่างต่อเนื่อง
งบการเงินรวมของเอสซีจี ไตรมาส 1 ปี 2568 มีกระแสเงินสด (EBITDA) 12,889 ล้านบาท ลดลง 15% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากไตรมาสก่อนมีเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น (SCG Investment) และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA from Operations) 11,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นทุกธุรกิจ รายได้จากการขาย 124,392 ล้านบาท ลดลง 5% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณขายที่ลดลงของเอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) โดยเฉพาะของโรงงาน LSP ขณะที่มีกำไรสำหรับงวด 1,099 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 512 ล้านบาท จากการบริหารจัดการภายในและการปรับปรุงประสิทธิภาพของทุกธุรกิจ รวมถึงจากความต้องการตามฤดูกาลเพิ่มขึ้นของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากเอสซีจีซีและเอสซีจีพี
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA เพิ่มขึ้น 2% จากเอสซีจีซี และจากการบริหารจัดการภายในอย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง รายได้จากการขายใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีกำไรสำหรับงวดลดลง 55% สาเหตุหลักจากในช่วงเดียวกันของปีก่อน เอสซีจีซี มีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ ประกอบกับไตรมาส 1 ปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมของเอสซีจีซีลดลงและค่าใช้จ่ายจากโรงงาน LSP เพิ่มขึ้น (จากค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย) รวมถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงของเอสซีจีพี
- สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High-Value Added Products & Services – HVA) ไตรมาส 1 ปี 2568 มีรายได้ 37,709 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของรายได้จากการขายรวม
- สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG Green Choice ไตรมาส 1 ปี 2568 มีรายได้ 64,540 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของรายได้จากการขายรวม
- รายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากไทย ไตรมาส 1 ปี 2568 ทั้งสิ้น 54,296 ล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดขายรวม
- สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 มีมูลค่า 848,076 ล้านบาท โดย 46% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน (นอกเหนือจากไทย)
เมื่อถามถึงนโยบายต่างประเทศและสงครามการค้าหลังจากการเข้าดำรงตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายธรรมศักดิ์ ระบุว่า สำหรับ SCG เอง ยังไม่ส่งผลกระทบมากนักเพราะบริษัทส่งออกไปยังสหรัฐเพียง 1% จากยอดขายรวมเท่านั้น แต่เมื่อเลยระยะเวลาการยกเว้นภาษี 90 วันของนายโดนัล ทรัมป์ ก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอัตราภาษีนำเข้าที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่จะโดนจัดเก็บ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนลดลงก็จะทำให้ธุรกิจของ SCG ลดลงด้วย ขณะเดียวกันเมื่อจีนไม่สามารถส่งของไปขายยังสหรัฐได้กำลังการผลิตจะลดลงและส่งผลทำให้เกิดการชะลอตัวในระดับโลก ซึ่งสงครามการค้านี้นั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าหากไม่มีการแก้ไขก็จะเริ่มเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้
แต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาสที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจจะลดลง ประกอบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอยู่ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มกรีน (รักษ์โลก) และสินค้าคุณภาพดีที่จับต้องได้ (Quarlity and Affordable) เช่น หลังคาโซลาร์ เป็นต้น
นอกจากนี้เมื่อจีนไม่สามารถส่งสินค้าไปขายอย่างสหรัฐได้ สินค้าจีนก็จะหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ ดังนั้นกลยุทธ์หลังจากนี้คือต้องทำให้ตนเองสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจีนในระดับโลกให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน การคงคุณภาพสินค้า และการมองหาตลาดอื่น ๆ ที่ยังมีโอกาส เช่น กลุ่มลักชัวรี่ และ กลุ่มตลาดกลางที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงที่ราคาจับต้องได้
แม้ว่าสงครามการค้าจะเกิดขึ้นกับจีนและสหรัฐเป็นหลักแต่ก็ยังมีผู้ใดประโยชน์ เช่น แร่หายาก (Rere Earth) ในประเทศอื่นๆ อย่าง ออสเตรเลีย , อินเดีย , บราซิล ก็จะได้รับอานิสงส์ และก็จะกลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจให้เข้าไปทำการตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องมองหาความได้เปรียบจากการย้ายฐาน การผลิตไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษในการถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ น้อยกว่าประเทศอื่นก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องดำเนินการ เช้น สมมถติว่า ฟิลิปปินส์ได้รับสิทธิพิเศษถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าน้อยกว่าไทย การส่งสินค้าที่ผลิตในฟิลิปปินส์ไปขายในสหรัฐฯแทน ก็จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เอสซีจี ได้ยกระดับ “4 กลยุทธ์” หลัก ได้แก่
- ลดต้นทุน เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตทั่วโลก
- ขยายพอร์ตสินค้า ให้ครอบคลุมทุกระดับความต้องการของตลาด ทั้งสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สินค้ากรีน และสินค้าคุณภาพราคาที่จับต้องได้
- บุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพสูง
- สร้างความได้เปรียบ จากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
นายธรรมศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า เอสซีจี ยังตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จึงพร้อมเปิดบ้านสร้างความร่วมมือ ถ่ายทอดความรู้ และเสริมศักยภาพผ่านโครงการ ‘Go Together’ และ ‘NZAP’ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้
ผลการดำเนินงานแยกตามธุรกิจ
เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ไตรมาส 1 ปี 2568 EBITDA 2,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากไตรมาสก่อน EBITDA from Operations 1,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น และปริมาณขาย PVC ที่เพิ่มขึ้น รายได้จากการขาย 50,177 ล้านบาท ลดลง 15% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายของธุรกิจโอเลฟินส์ที่ลดลง โดยส่วนหนึ่งมาจากปริมาณขายของโรงงาน LSP ขาดทุนสำหรับงวด 2,948 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 3,403 ล้านบาท ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับ EBITDA from Operations ส่วนหนึ่งมาจากผลขาดทุนจากโรงงาน LSP ที่ลดลง
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA เพิ่มขึ้น 100% ส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากบริษัทร่วม รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 11% เนื่องจากการหยุดเดินเครื่องของโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ในไตรมาส 1 ปี 2567 ขาดทุนสำหรับงวด 2,948 ล้านบาท เมื่อเทียบกับขาดทุนสำหรับงวด 1,866 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากในไตรมาส 1 ปี 2568 มีขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 88 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 959 ล้านบาท รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายจากโรงงาน LSP เพิ่มขึ้น (จากค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย)
เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ไตรมาส 1 ปี 2568 EBITDA 3,703 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากไตรมาสก่อน รายได้จากการขาย 20,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน แม้ว่าตลาดกลุ่มผู้อยู่อาศัยจะยังอ่อนแอต่อเนื่อง แต่ตลาดโครงสร้างและอาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น กำไรสำหรับงวด 1,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,205 ล้านบาท หรือ 506% จากไตรมาสก่อน จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและไตรมาสนี้เป็นฤดูกาลก่อสร้าง และยังได้รับอานิสงส์จากราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA เพิ่มขึ้น 3% และกำไรเพิ่มขึ้น 21% จากตลาดกลุ่มอาคารพาณิชย์และงานโครงสร้างที่กลับมาดีขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2568 ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 2% จากปริมาณขายที่ลดลง
เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ไตรมาส 1 ปี 2568 EBITDA 1,151 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 20 ล้านบาท รายได้จากการขาย 34,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากโครงการรัฐบาลและกลุ่มที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย กำไรสำหรับงวด 751 ล้านบาท พลิกฟื้นจากขาดทุนที่ 385 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นจากการปรับโครงสร้าง
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA เพิ่มขึ้น 12% และกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 29% ซึ่งเป็นผลจากการลดต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการปรับโครงสร้าง ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 10% จากสถานการณ์ตลาดที่ซบเซาส่วนใหญ่จากภาคครัวเรือน
เอสซีจีพี ไตรมาส 1 ปี 2568 EBITDA เท่ากับ 4,234 ล้านบาท ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขาย 32,209 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 900 ล้านบาท ลดลง 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เอสซีจี เดคคอร์ ไตรมาส 1 ปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 808 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขาย 5,960 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 217 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
