บทความ
จะทำวงไอดอล 1 วง? จะต้องทำอะไรบ้าง?
ยุคนี้มันต้องทำวงไอดอลสิ! ดูแล้วการทำวงไอดอลมันดูทำง่ายน่ะ! แค่หาสาวน่ารักมาอยู่วงก็ทำวงไอดอลได้แล้ว! น้องครับสนใจมาสมัครเป็นไอดอลกันไหม! ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วงไอดอลไทยกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยจุดเริ่มต้นของการเป็นที่รู้จักมาจากวงไอดอล BNK48 กับเพลง “คุกกี้เสียงทาย” ที่ไปที่ไหนก็ได้ยิน จนทำให้สปอนเซอร์รวมทั้งโฆษณาต่างหันมาสนใจกลุ่มตลาดไอดอล จนทำให้เกิดวงไอดอลขึ้นมาอีกหลายวง แต่ทั้งนี้ในช่วง 1-2 ปีให้หลัง ตลาดไอดอลเริ่มกลับมานิ่งอีกครั้ง วงที่อยู่รอดล้วนเป็นวงไอดอลที่เป็นที่รู้จักและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยทางผู้ว่าจ้างก็เลือกจ้างวงที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ จึงทำให้วงไอดอลขนาดเล็ก(จิกะไอดอล)หรือวงไอดอลที่เกิดใหม่เติบโตได้ยาก ดังนั้นถ้าใครยากจะทำวงไอดอลในตอนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากที่จะลงมาแย่งสวนแบ่งในตลาดนี้

ผู้บริหารวงต้องเข้าใจอะไรบ้าง ?
ก่อนอื่นเลย ผู้บริหารวงต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ระบบการทำวงไอดอลนั้นเหมือนกับทำวงศิลปินทั่วไป แต่จะมีรูปแบบการบริหารที่แตกต่างจากวงศิลปินในบางเรื่อง ซึ่งสำหรับในประเทศไทยยังถือว่า ไอดอลเป็นสิ่งแปลกใหม่และยังไม่ได้เป็นที่นิยมของคนทั่วไปมากนัก อีกทั้งยังมีกฏระเบียบของวงซึ่งมีข้อแตกต่างจากศิลปินทั่วไปจนทำให้ผู้ที่กำลังติดตามรู้สึกเข้าถึงได้อยาก นอกเหนือจากผลงานเพลงที่เป็นหลักแล้ว จุดเด่น คือ กิจกรรมกับแฟนคลับที่มีอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมแฟนคลับมีต กิจกรรมถ่ายรูป กิจกรรมจับมือ ฯลฯ รวมทั้งการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวง ดังนั้นเพื่อความแตกต่างและความอยู่รอดของวงตัวผู้บริหารวงเองจำเป็นจะต้องศึกษาและต้องทำเข้าใจถึงตลาดนี้ รวมถึงคอนเซปต์ของวงและการดำเนินกิจกรรมของวงในระยะยาว
สำหรับปัจจัยหลักๆของการทำวงไอดอลนั้น 4 อย่างที่จำเป็นที่จะทำให้วงอยู่รอดได้นั่นคือ เงินทุน คอนเนคชั่น สมาชิกวงและผลงาน
เงินทุน : ไม่มีเงินทุน ไม่มีวงไอดอล
เรียกว่าปัจจัยเริ่มต้นในการสร้างวงไอดอลขึ้นมาหนึ่งวง ความชอบอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องมีทุนที่สามารถทำกิจกรรมของวงให้สามารถที่จะยืนอยู่เส้นทางนี้ได้ ต้นทุนของการทำไอดอลหนึ่งวงนั้นไม่ใช่น้อยๆ นับแค่ค่าทำผลงาน โปรดักชั่น ออกงานโปรโมต เพลง สินค้า เงินเดือน และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับวง ก็ไม่ใช่เป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยแล้ว ดังนั้นควรคำนวนถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ยกตัวอย่างถ้าเราจะทำเพลง 1 เพลงนั้นจะใช้ทุนประมาณอยู๋ที่ 5-6 หลัก *ยกเว้นกรณีที่เราสามารถแต่งเพลงได้และมีอุปกรณ์สนับสนุนในการทำเพลงก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้)
สำหรับการหาสปอนเซอร์หรือพาทเนอร์ร่วมลงทุนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้วงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่สำหรับวงไอดอลที่ไม่สามารถหาสปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุนได้นั้น วิธีหาทุนที่เราเห็นง่ายที่สุดในวงการไอดอลก็คือการจัดกิจกรรมพบปะกับแฟนคลับ โดยมีการขายสินค้าหรือกิจกรรมสอดแทรก อาทิ การถ่ายรูป,การจับมือ การขายสินค้าของวง (Offcial Good) แน่นอนว่าเม็ดเงินหมุนเวียนจากกิจกรรมอาจเป็นเม็ดเงินที่สามารถระดมเงินได้ไวสุดแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของวง โดยบางวงที่เป็นที่นิยมการออกกิจกรรม 1 ครั้งสามารถทำเงินตัวเลขอาจจะวิ่งไปถึง 5-6 หลักได้ไม่ยากซึ่งมากพอที่ที่จะสามารถต่อยอดกิจกรรมต่างๆของวงในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ทำให้เราได้เห็นข้อได้เปรียบของวงที่มีต้นทุนเริ่มต้นที่ดีนั้น สามารถขยับตัวในวงการได้มากกว่า และสามารถนำเสนอได้เร็วกว่าอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าการวางแผนของวงว่าจะเป็นยังไงต่อไป

การหา “คอนเนคชั่น/พาทเนอร์” ดีทำวงอยู่ยาว
สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน นั่นก็คือคอนเนคชั่น/พาทเนอร์ ทั้งในเรื่องของเงินทุนและการประชาสัมพันธ์วง ซึ่งเมื่อมาพูดถึงในบริบทไอดอลแล้ว สิ่งนี้เป็นช่องทางที่จะกระจายเข้าถึงคนหมู่มากได้ดีที่สุดทำให้วงเป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงกลุ่มคนทั่วไปหรือกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว ซึ่งจากที่เราเห็นภาพกันชัดๆ ณ ตอนนี้ วงไอดอลในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จัก ล้วนมีกลุ่มคอนเนคชั่น/พาทเนอร์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของคนทำโฆษณา,สื่อ กลุ่มของคนในวงการทำเพลง กลุ่มของคนในวงการบันเทิง ล้วนเป็นสิ่งที่ผลักดันให้วงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งการทำวงไอดอลให้มีความแข็งแกร่งจึงขาดจุดนี้ไปไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
การมีสมาชิกวงที่ดี : ไม่มีสมาชิก ไม่มีวง ไม่มีทีมงาน ไม่มีคนจัดการปัญหา
ไอดอล : เคยได้ยินไหมครับว่าการเป็นไอดอลนั้น เหมือนต้องขายวิญญาณเดิมของตัวเอง ซึ่งหลายคนที่เข้ามาสมัครล้วนความฝัน,ความหวังหรือตามกระแสอยากเป็นไอดอล ซึ่งตรงนี้ขึ้นก็อยู่กับผู้จัดการวงเองแล้วว่า สามารถคัดเลือกสมาชิกที่ตรงกับความต้องการคอนเซปต์ของวงหรือดูแล้วสามารถไปต่อยอดและส่งเสริมและพัฒนาได้หรือไม่ และอีกเงื่อนไขตัวสมาชิกเองสามารถยอมรับกฏระเบียบของวงได้หรือไม่ โดยการคัดเลือกสมาชิกอาจเป็นการเปิดรับสมัครออดิชั่นหรือเชิญชวนมาด้วยตัวเอง และเมื่อมาเป็นไอดอลแล้ว ตัวเมมเบอร์อาจจะต้องมีความอดทนในเรื่องปรับการใช้ชีวิตที่มากขึ้น ทั้งเรื่องทำงาน , การดำเนินชีวิตปกติและกฏระเบียบที่เข้ามา ยังไม่นับเรื่องที่ต้องสร้างการยอมรับและสร้างความนิยมในคนหมู่กว้างอีกด้วย แต่หลายคนพอมาเป็นไอดอลจริงๆแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิดรู้สึกอึดอัด รวมทั้งกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือมีปัญหาจนถอนตัวในที่สุด ส่วนเรื่องรายได้ของเมมเบอร์นั้น (ขึ้นอยู่กับสัญญาและเงื่อนไขของแต่ละวง) แน่นอนว่า เงินที่ถูกหักออกไปนั้นจะเอาไปสร้างผลงาน โปรโมต และเส้นทางที่สนับสนุนตัวของไอดอลทางอื่นตามแนวทางของวง
ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างไอดอลอดีตเมมเบอร์ NMB48 อย่าง ยามาโมโต้ ซายากะ หรือซายาเน่ ที่ผู้เขียนเห็นว่า มีความชัดเจนของและเป้าหมายของการมาเป็นไอดอลในมุมมองของตัวเองนั่นคือ ยามาโมโต้ ซายากะ หรือซายาเน่ อดีตสมาชิกวงไอดอล NMB48 ความฝันของซายาเน่จริงๆแล้ว ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นไอดอลที่ต้องใส่ชุดน่ารักๆ ออกมาส่งหัวใจให้กับใครหลายคน ซึ่งจากความพยายามใน NMB48 ทำให้รับโอกาสมีคอนเสิร์ตเดี่ยวถึง 3 ครั้ง ซึ่งเป็นภาพของนักดนตรี ป๊อป-ร๊อค ที่ไม่ใช่ไอดอล ทำให้แฟนคลับๆหลายคนที่ติดตามรู้ถึงสิ่งนั้นว่า นักดนตรีเป็นสิ่งที่เหมาะกับเธอมากกว่า ซึ่งถ้าถามว่า ถ้าซายาเน่เปิดตัวเป็นวงดนตรีตั้งแต่แรกใครจะติดตามเธอในสภาพสังคมญี่ปุ่นที่แข่งขันกันสูงขนาดนี้ บางทีการเข้ามาเป็นไอดอลก็เป็นอีกหนึ่งบันไดที่จะส่งความฝัน ส่งแพชชั่นของเธอขึ้นไปสู่จุดที่เธอควรจะได้ ลองเปรียบเทียบภาพที่เธอร้อง วารุกิ และภาพที่เธอร้องเพลง Joker ของตัวเองดูก็ได้ครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นขั้วตรงข้ามจริงๆ ซึ่งใครจะไปนึกล่ะ ว่าคนที่ร้องเพลงเป็นนักดนตรีเท่ๆตอนนี้ เมื่อก่อนก็เคยใส่ชุดแมวน่ารักสีดำชมพู ส่งหัวใจบอกรักแฟนคลับแบบคาวาอี้มาก่อน
ทีมงาน/สตาฟ : ถือเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่มีความสำคัญ เพราะหน้าที่ในการดูไอดอลส่วนใหญ่ จะเป็นคนจากกลุ่มนี้ที่คอยสนับสนุนและติดตามไปทุกที่ รวมทั้งปกป้องความลับของสมาชิกไอดอลและความลับบริษัท ดังนั้นผู้บริหารควรต้องเอาใจใส่รวมทั้งมีการทำข้อตกลงที่ชัดเจน
เพลง : ไม่มีผลงาน ไม่มีอะไรให้แฟนๆตาม
สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการทำวงไอดอลนั่นคือ “เพลง” เพลงที่บ่งบอกคอนเซปต์และจุดขายของวง ซึ่งตรงนี้อาจมีการว่าจ้างคนแต่งเพลงเพื่อแลกกับคุณภาพ และอาจจะใช้ต้นทุนรวมๆในการทำเพลงถึง 5-6 หลัก แต่ด้วยด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงมากขึ้น ที่ใครๆก็สามารถแต่งเพลงสร้างสรรค์เพลงออกมาได้ ก็จะสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาลุ้นกันว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะดังหรือไม่

ครอบครัว : ความน่าเชื่อถือต่อทีมงานของครอบครัวเมมเบอร์
อาจจะไม่เข้าข่ายในปัจจัยหลักแต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนผู้บริหารวงที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ เมื่อเข้าไปแล้วจะได้อะไรจากการเป็นไอดอล? เข้าไปแล้วจะส่งผลต่อการศึกษาไหม? นี่คือคำถามที่ต้องเจอ เพราะในสังคมไทยวัฒนธรรมวงไอดอลยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับและหลายคนคงไม่เข้าใจในคำนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่ยอมรันว่าวงไอดอลเป็นอาชีพอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ดี และอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสุ่มเสี่ยงมากที่สุดถึงที่สุด เมื่อครอบครัวเข้ามามีอิทธิพลกับวงและมากที่สุดคือตัวเมมเบอร์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าครอบครัวคือตัวร้ายของวงการ เพราะสุดท้ายผู้ปกครองมีสิทธิที่จะปกป้องแลละเลือกสิ่งที่ดีให้ลูกตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารว่าจะสามารถชี้แจงและสร้างความไว้วางใจให้ผู้ปกครองและตัวเมมเบอร์เองได้หรือไม่ เพราะถ้าเกิดวันหนึ่ง ผู้บริหารวงไอดอลไม่สามารถควบคุมเมมเบอร์ได้ เป็นอะไรที่สร้างปัญหาให้กับวงอย่างแน่นอน ซึ่งเคยมีคนพูดไว้กับผู้เขียนว่า “ถ้าควบคุมเด็กไม่ได้ ก็อย่าทำเลยไอดอล”
เขียน : IDOL MOSH PIT
เรียบเรียง/ภาพ : Brickinfo
