Connect with us

การเมือง

อว. ชงร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป เข้า ครม. ปลดล็อกกฎหมายระดมทุน-หุ้นกู้แปลงสภาพ มอบ NIA เป็นศูนย์กลางบริการเบ็ดเสร็จ

Published

on

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเสนอร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป สู่ที่ประชุม ครม. มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมให้ NIA ทำหน้าที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป หรือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายเดิมที่ขัดขวางการระดมทุน พร้อมมอบหมายให้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ รองรับการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ ก่อนส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อปรับปรุงข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ตอัป ซึ่งที่ผ่านมาสร้างอุปสรรคต่อการระดมทุนและส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลออกสู่ต่างประเทศ โครงสร้างกฎหมายใหม่จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบด้วยการรองรับเครื่องมือทางการเงิน เช่น การออกหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ การอนุญาตให้บริษัทจำกัดสามารถซื้อหุ้นคืนหรือถือหุ้นของตนเอง (Treasury Stock) เพื่อใช้จัดสรรเป็นหุ้นจูงใจแก่พนักงานและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และการรองรับการแปลงหนี้เป็นทุน นอกจากนี้ ยังครอบคลุมมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและการทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติตามกฎหมายคนเข้าเมือง การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยงานเตรียมความพร้อมในการเป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งการเป็นศูนย์กลางข้อมูลแหล่งเงินทุน ตรวจสอบและออกใบรับรองสถานะธุรกิจสตาร์ตอัป ซึ่งผู้ได้รับการรับรองทั่วไปจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) คณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปอาจพิจารณาขยายระยะเวลาให้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี

Advertisement
Continue Reading
Advertisement