ข่าว
เชิญชม นิทรรศการ ‘เปลือย’ Naked Exhibition by Chaowut Cholchalathan 16 ธันวาคม 2564 – 16 มกราคม 2565 RCB Photographers’ Gallery 1 ชั้น 2
เปิดให้ชมอย่างเป็นทางการแล้วกับนิทรรศการ “เปลือย” โดยศิลปิน เชาว์วุฒิ ชลชลาธาร ผู้นำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับศิลปะได้อย่างลงตัว งานนี้ได้ร่วมมือกับ Fuji Film Thailand โดยบรรยากาศในงานเปิดนิทรรศกา มีสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ร่วมด้วยมร. มาซาอากิ ยานากิยะ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานแห่ง FUJIFILM Business Innovation (Thailand) Co., Ltd. พร้อมด้วยคุณกิตติ พรพิพัฒน์วงศ์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Marketing Manager GCS Marketing & Business Planning บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมาร่วมแสดงความยินดีและให้คำแนะนำเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เข้ามามีส่วนร่วมในนิทรรศการนี้

Naked Exhibition โดย เชาว์วุฒิ ชลชลาธาร เปิดให้ชมฟรีถึง 16 มกราคม 2565 ที่ RCB Photographers’ Gallery 1 ชั้น 2 นิทรรศการนี้แบ่งออกเป็น 5 โซน เพื่อเล่าถึงนิยามคำว่า “เปลือย” ที่เผยให้เห็นความจริง ความเสื่อม ความแปรเปลี่ยน ตั้งแต่อัตลักษณ์ ผิวหนัง เนื้อ กระดูก และ นามธรรม พอร์ตเทรตบุคคลแล้วจะมีการนำพอร์ตเทรตสัตว์ แร่ธาตุ และงานนามธรรม มาสอดแทรกในนิทรรศการเพื่อแสดงถึงความเสมอภาคของสรรพสิ่ง หากมองเรื่องความเสื่อมสลายในแง่ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือศาสนา ทุกสรรพสิ่งจะเสมอกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง นอกจากนี้ยังแสดงถึงความเชื่อมโยงของชีวิต วัตถุ และ พลังงาน สิ่งมีชีวิตสลายกลายเป็นแร่ธาตุ จากแร่ธาตุถือกำเนิดกลายเป็นชีวิต สิ่งเหล่านี้ แสดงถึงความแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาเป็นวงจรแห่งการเกิดดับ

โซนที่ 1 อัตลักษณ์
“อัตลักษณ์” หรือ “ตัวตน” คือสิ่งที่บอกถึงความเป็นเรา คือสิ่งที่เราพยายามค้นหา หรือบางครั้งก็พยายามสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่จดจำ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไปทั้งชีวิต เมื่อคุณเข้ามาในห้องนี้ คุณจะได้พบกับภาพพอร์ตเทรตของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม ซึ่งมีอัตลักษณ์อันโดดเด่น อาทิ นักกีฬา ดารา เซเลบริตี้ ศิลปินใช้งานจิตรกรรมผสมผสานกับเทคนิคการพิมพ์ดิจิทัล เทคนิคการพิมพ์ฟอยล์ที่เล่นกับแสง รวมถึงภาพพอร์ตเทรตสัตว์ที่สร้างจากการสาน

โซนที่ 2 ร่างกาย
ศิลปินชวนให้คุณเปลือยเปลือกนอกที่ห่อหุ้มเราไว้และใคร่ครวญถึงสิ่งที่อยู่ภายใต้เปลือกนั้น “ร่างกาย” คือสิ่งถูกสร้างมาพร้อมตัวเรานับตั้งแต่วันแรกที่เราถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ ศิลปินตั้งคำถามว่าหรือแท้จริงแล้วร่างกายของเราคือตัวตนที่แท้จริงของเรา? ตัวตนที่เราซุกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อผ้า? ศิลปินได้นำลวดลายของหนังสัตว์ ผิวของใบไม้ และดิน ผสานลงไปในภาพเปลือยของมนุษย์ เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันของทุกสรรพสิ่ง นอกจากนี้ยังมีการนำเส้นผมเข้ามาร้อยกับชิ้นงาน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์นั้นเส้นผมได้บรรจุ DNA ที่แสดงลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม ซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผิวหนังย่อมมีวันเหี่ยวย่น สีผมย่อมเปลี่ยนสี และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มทำให้ DNA เปลี่ยนแปลงไป สิ่งเหล่านี้บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของเราได้แน่หรือ?

โซนที่ 3 กล้ามเนื้อ
คุณอาจรู้สึกไม่สบายใจนักเมื่ออยู่ในห้องนี้ แต่นี่คือส่วนหนึ่งของตัวคุณ เมื่อคุณลองเปลือยผิวหนังที่ห่อหุ้มร่างกายออก
คุณจะพบกับชั้นกล้ามเนื้อ ศิลปินนำเสนองานประติมากรรม “กล้ามก่อสลาย” ซึ่งแสดงให้เห็นอนาโตมี่อันซับซ้อนของร่างกาย ศิลปินใช้ทั้งเทคนิคการปั้นและเทนิคการสานเพื่อให้เห็นเส้นใย คุณพร้อมจะเปลือยลึกไปมากกว่านี้หรือยัง?

โซนที่ 4 กระดูก
“กระดูก” คือสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากได้เปลือยกล้ามเนื้อทั้งหมดออก ศิลปินได้นำเสนอศิลปะจัดวาง (Installation) “กองกะโหลก” โดยได้นำซากกะโหลกสัตว์ ซากกะโหลกคน มาคละเคล้ารวมกัน จนแทบไม่ปรากฎอัตลักษณ์ในอดีตใดๆหลงเหลืออยู่ เมื่อคุณยืนอยู่ต่อหน้ากองกะโหลกนี้ ศิลปินขอให้คุณหยุดความกังวลทั้งหมด หายใจเข้าลึก ๆ ใช้เวลาสักครู่ เพราะกระดูกคือสิ่งรูปธรรมสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และนี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายในฐานะมนุษย์

โซนที่ 5 นามธรรม
“ความรู้สึกนึกคิด ความเป็นตัวเรา จะยังคงอยู่หรือไม่ เมื่อชีวิตเราดับสูญไป?” ศิลปินเพียรแสวงหาคำตอบของคำถามนี้ แต่ยิ่งหาคำตอบ กลับยิ่งเกิดคำถาม “อาจจะมีอยู่แต่ก็ไม่ถาวร?” หรือ “อาจจะดับสูญไปอย่างถาวร?” แต่คำตอบที่ศิลปินได้รับคือ
“ความว่างเปล่า”
ศิลปินสื่อสภาวะที่ไร้ซึ่งคำตอบนี้ด้วยภาพนามธรรมที่ผสมผสานกับเทคนิคการพิมพ์อันหลากหลาย อาทิ การพิมพ์ที่นำใบไม้มาอัดลงในดิน นอกจากนี้ยังมีภาพการแตกของหน้าจอมือถือซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสลายของวัตถุต่างๆที่เราสัมผัสในชีวิตประจำวันและนี่คือการเปลือยขั้นสุดท้าย คุณได้คำตอบหรือยัง หลังจากชีวิตของคุณจบลงแล้ว
“คุณคือใคร”
เทคนิคการพิมพ์ที่ใช้ทั้งหมด
การนำนวัตกรรมเรื่องการพิมพ์ มาสร้างสรรค์งานศิลปะ มีมาทุกยุคทุกสมัย ปรากฏตั้งแต่ยุคหิน คือพิมพ์ภาพลงผนังถ้ำ และถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ในยุคที่สำคัญที่สุดคือการทำบล็อกไม้จากชาวจีน คศ.220 และศตวรรษที่15 มีการใช้บล็อกเหล็กที่ประดิษฐ์โดยชาวเยอรมันซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการพิมพ์ แต่ที่เด่นชัดมากที่สุดในแง่งานศิลปะ คือ การใช้เทคนิคการสกรีนของแอนดี้ วอฮอล์ ผู้ก่อตั้ง Fespa ซึ่ง เป็นแรงบัดาลใจให้กับผมในการสร้างสรรค์ผลงาน
1) Collage คอลลาจ เทคนิคการปะติด เป็นวิธีพื้นฐานที่ศิลปินส่วนใหญ่นำงานพิมพ์มาสร้างงานศิลปะ โดยในงานจะใช้การปะติดสื่อสารในเรื่องของการก่อตัวและความไม่สมบูรณ์ และการฉีกขาดสื่อสารในแง่ของความเสื่อม
2) Foil Heating การพิมพ์ฟอยล์ลงในงานเพ้นท์ เนื่องจากฟอยล์จะเล่นกับแสง จึงใช้สื่อสารในเรื่องของอัตลักษณ์บุคคลสำคัญ และ ในเซ็ต Anatomy บางมุมมองจะเห็นเฉพาะฟอยล์ที่สะท้อนแสงและบางมุมมองก็จะเห็นภาพเพ้นท์จริง
3) Weaving การสานโดยการนำเอาภาพถ่าย มาสานเข้ากับงานเพ้นท์ ผสมผสานระหว่างงานดิจิทัลกับงานฝีมือเข้าด้วยกัน โดยการสานภาพจะทิ้งร้องรอยของการก่อตัวและความไม่สมบูรณ์ไว้
4) Print on Emboss Paper การพิมพ์ลงกระดาษอัดลาย โดยนำกระดาษอัดเป็นลายหนังสัตว์มาพิมพ์ทับ ด้วย Dry Toner เพื่อขับลายหนังสัตว์ให้ชัดขึ้น ซึ่งได้นำมาอัดลงดินในงานเซทผู้หญิงเปลือย เพื่อสื่อสารถึงความเสมอภาคในแง่ความเสื่อมของทุกชีวิต
5) Fake Dry Leaves การพิมพ์เลียนแบบใบไม้แห้ง ใช้กับงานหลายชุด นำมาอัดลงกับดิน สื่อสารเรื่องของการแปรเปลี่ยน และเสื่อสลาย(
6) Blood Stains คราบเลือด เป็นการนำผ้ามาพิมพ์ด้วยหมึกผง แล้วขยี้กับน้ำให้แตกตัว จะได้เอฟเฟคที่เหมือนคราบเลือด ใช้ทำกรอบงานเซ็ท Anatomy
7) Broken Screen การพิมพ์ลายหน้าจอแตก เพื่อเลียนแบบความเสื่อมของวัตถุดิจิตอลที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
8) Crystal Reflect การนำงานพิมพ์ ไปเล่นกับการหักเหของแสงของคริสตัล เพื่อให้เกิดลวดลายในคริสตัล และคริสตอลจะอยู่ในโพรงของท้องกวาง สื่อสารในเชิงการแปรสภาพกลับไปกลับมาระหว่างสิ่งมีชีวิตและธาตุต่างๆ
9) Fake Dry Rose กุหลาบปลอมแห้ง ใช้กับงานประติมากรรม เพื่อสื่อสารเรื่องความงามกับความเสื่อม
10) Combine Print and Clay การนำงานพิมพ์ มาผสมผสานกับงานปั้นอนาโตมี่ส่วนศีรษะ เพื่อให้เกิดมิติ เฉดสี และแสดงถึงร่องรอยการก่อตัวและความไม่สมบูรณ์
