Connect with us

ข่าว

วุ่นไปทั้งบาง !!! หลังศิลปากร ลงตรวจการทำลายอาคารประวัติศาสตร์ หารือกับผู้ว่าเป็นการด่วน

Published

on

ผู้สื่อข่าว : ธีรพงษ์ ธงออน

หารือกับผู้ว่าเป็ยการด่วน ทางเครือข่ายภาคีอนุรักษ์เมืองเก่าหวั่นหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ ตามที่หน่วยงานกรมศิลปากรได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าดูพื้นที่ทำลายอาคารประวัติศาสตร์หรือบ้านเก่าเมืองแพร่ อยู่ในสวนรุกขชาติเชตวัน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นำตรวจพื้นที่โดยยังไม่ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ในขณะการตรวจสอบทางผู้รับเหมายังคงดำเนินการต่อไปไม่หยุดตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พนักงานของบริษัทผู้รับเหมาห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่โกสินทร์ก่อสร้าง รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า รับงานจากป่าไม้ งานเริ่มจากการรื้อถอนตามคำสั่ง สัญญาแบ่งออกเป็นงวดๆ ลำดับแรกคือ การรื้อถอนไม่ใช่ซ่อมแซม ข้อมูลสัญญาจ้างอยู่ที่ขั้นตอนการทำงานอยู่ที่หน่วยงาน ผู้รับเหมาทำตามสัญญาทุกประการ
หน่วยงานทางราชการที่รับผิดชอบ ในปัจจุบันยังคงไม่ต้องการให้ข้อมูลรอให้ผลการสอบสวนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จเสียก่อน อย่างไรก็ตามทางเครือข่ายภาคีอนุรักษ์เมืองเก่า ได้เคลื่อนไหวทำงานหาข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง เพราะเกรงว่า การกระทำในครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับจังหวัดแพร่เป็นอย่างมาก แต่ผู้รับผิดชอบอาจไม่ต้องรับโทษใดๆ

ในส่วนของชาวบ้านเชตวัน ที่ อยู่ในชุมชนเดียวกันกับสวนรุกขชาติเชตวัน เมื่อทราบข่าวได้มาดูพบว่ามีการรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะมีการรื้อถอนบ้านหลังนี้ โดยได้บอกว่า ตนเคยอยู่ในอาคารหลังนี้ รู้สึกเสียใจมาก จะปรับภูมิทัศน์ก็ปรับไปจะมารื้อทำไม
นายอาทิตย์ ขวัญยืน เครือข่ายภาคีอนุรักษ์เมืองเก่า เปิดเผยว่า ทางภาคประชาชนได้ทำงานสืบค้นข้อมูลเพื่อหาผู้รับผิดชอบมารับผิดชอบการกระทำครั้งนี้ ได้ศึกษาตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2535 ในมาตรา 32 ที่บอกว่า ถ้าผู้ใดทำให้โบราณสถานเสียหายมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสน ถ้าโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท สำหรับข้อมูลเหล่านี้จะเตรียมไปถามกับผู้รับผิดชอบว่าจะดำเนินคดีกันอย่างไรต่อไป ซึ่งการทำลายอาคารอย่างไรต้องส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัยในมาตรา 3 พ.ร.บ.โบราณสถานอย่างแน่นอน

นายอาทิตย์ ขวัญยืน กล่าวอีกว่า ยังมีความเสี่ยงที่ผู้กระทำผิดจะไม่รับรับการลงโทษ เพราะต้องส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัย เพราะอาคารดังกล่าวมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ชัดเจน แต่ไม่อยู่ในเขตเมืองเก่า ภาคประชาชนพยายามดึงให้เข้าไปเป็นโบราณสถานหลายรอบ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ยอมเปิดให้เป็นโบราณสถาน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีความวิตกค่อนข้างสูงว่า การกระทำครั้งนี้ผู้กระทำผิดอาจไม่ได้รับโทษใดๆเลย โดยมีการใช้วิธีการเลี่ยงกฎหมาย ตามที่ชาวแพร่เข้าใจ การซ่อมแซมและการรื้อถอนเป็นคนละกรณีกัน ถ้าปล่อยให้การทำลายครั้งนี้จบไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบคงไม่ได้และต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตามการทำงานต่อไป

ทางนายเอกชัย วงศ์วรกุล ประธานสภาวัฒนธรรม กล่าวในที่ประชุมกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า อาคารดังกล่าวล้ำค่ามากแต่ด้วยเหตุผลใดก็ตามที่มีการรื้ออาคารนี้ออกไปเพื่อสร้างใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะทำให้กลับมาเหมือนทุกอย่าง ไม้เก่ายังอยู่ สตอรี่ยังอยู่ ทั้งสองสองกรณี อะไรที่เกิดไปแล้ว รู้สึกเสียใจ คนเราผ่านการสูญเสียมาเราควรช่วยกันทำขึ้นมาใหม่

Continue Reading
Advertisement