การเมือง
ภราดร ยันจัดทำงบประมาณปี 2570 ทันตามกรอบเวลา เน้นตัดรายจ่ายซ้ำซ้อนมุ่งเยียวยาประชาชน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ยืนยันกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและประกาศใช้ได้ทันตามกรอบเวลาปกติในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณภายใต้หลักความคุ้มค่า ตัดโครงการที่ซ้ำซ้อน และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและนโยบายภาครัฐ
สำหรับการจัดทำปฏิทินงบประมาณ 2570 นายภราดรระบุว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้หน่วยงานต่าง ๆ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปคือวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หน่วยรับงบประมาณจะส่งคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 2 มิถุนายน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 ในช่วงวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569
ในส่วนของกระบวนการนิติบัญญัติ คาดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 7-9 กันยายน 2569 ตามด้วยการพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 10-11 กันยายน และจะสามารถนำร่าง พ.ร.บ. ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ในช่วงวันที่ 21 กันยายน 2569 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณพร้อมใช้ทันทีเมื่อเริ่มปีงบประมาณใหม่ ทั้งนี้ นายภราดรได้ชี้แจงถึงการจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำปี 2569 ว่ามีวงเงินประเมินอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 140 ต้องนำเงินไปชดใช้เงินคงคลังที่ค้างอยู่ประมาณ 70,000 ล้านบาทก่อน รัฐบาลจึงต้องเร่งทำงบปี 2570 เพื่อจัดสรรงบชดใช้เงินคงคลังส่วนนี้ให้เรียบร้อย เพื่อให้การโอนงบประมาณในภายหลังมีเงินเหลือเพียงพอในการช่วยเหลือประชาชน
หลักการสำคัญของการจัดทำงบประมาณปี 2570 ในวงเงิน 3,788,000 ล้านบาท คือการใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero-Based Budgeting โดยกำชับให้หน่วยงานทำคำขอเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของปีงบประมาณก่อนหน้า และเน้นความคุ้มค่าในการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก โครงการที่ไม่เร่งด่วน เช่น การก่อสร้างอาคารสำนักงาน การอบรมสัมมนา หรือการศึกษาดูงานต่างประเทศ จะถูกปรับลดให้เหลือเท่าที่จำเป็นที่สุด สำหรับงบพัฒนาจังหวัดในส่วนของถนนและแหล่งน้ำ ให้ชะลอเพื่อลดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลัก และเน้นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP (Public-Private Partnership) แทนในโครงการที่จำเป็น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายผลักดันการใช้พลังงานสะอาด โดยให้หน่วยงานราชการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) แทนรถยนต์สันดาป รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ภายในหน่วยงาน ซึ่งนายภราดรกล่าวทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญและลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด เพื่อช่วยประชาชนก่อน ให้ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส”
