Connect with us

ข่าว

ดีอี ยันข่าวจริง กสทช. สั่งเพิกถอนใบอนุญาตช่อง JKN18 พร้อมให้ชำระค่าธรรมเนียมใน 60 วัน

Published

on

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี (DE)

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี (DE) ออกมายืนยันข้อเท็จจริงกรณีสถานีโทรทัศน์ช่อง JKN18 ถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยระบุว่าเป็นเรื่องจริงหลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (NBTC) ซึ่งทางหน่วยงานกำกับดูแลมีมติให้บริษัทเจ้าของใบอนุญาตเร่งดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมค้างจ่ายและเยียวยาผู้ใช้บริการตามระเบียบที่กำหนด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center) พบว่าประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอันดับหนึ่งคือการยุติการออกอากาศของ เจเคเอ็น 18 (JKN18) ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าเป็น “ข่าวจริง” โดยที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกใบอนุญาตของ บริษัท จักรวาล พาณิชย์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินรายการช่อง 18 ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากการยกเลิกใบอนุญาตแล้ว ทาง กสทช. ยังได้สั่งการให้บริษัทฯ ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี รวมถึงนำส่งเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. โดยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 60 วัน นับจากวันที่ยกเลิกประกอบกิจการ พร้อมทั้งกำชับให้มีมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการยุติการออกอากาศในครั้งนี้ด้วย

โฆษกกระทรวงดีอี ยังได้ระบุถึงภาพรวมการตรวจสอบข่าวปลอมในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า พบข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบกว่า 25,686 ข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากช่องทาง Social Listening โดยมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ข่าวปลอมเรื่องการรับสมัครงานพับถุงกาแฟ ข่าวบิดเบือนด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับการรักษาไวรัสนิปาห์ด้วยยาพาราเซตามอล และข่าวปลอมแอบอ้างหน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหลอกลวงผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

Advertisement

“กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนเรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ หากขาดความรู้เท่าทันและส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลได้ ขอให้ประชาชนเลือกเชื่อและแชร์ข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น” นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสข่าวที่น่าสงสัย หรือข้อมูลที่อาจเป็นบิดเบือน สามารถแจ้งตรวจสอบได้ผ่านสายด่วน 1111 ต่อ 87 หรือช่องทางออนไลน์ของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาดในวงกว้าง

Continue Reading
Advertisement