ข่าว
พลิกโฉม “เครื่องแกงชุมชน” สู่ “เครื่องแกงมาตรฐานสากล” สร้างรายได้กว่า 8.9 ล้านบาท/ปี เจาะตลาดมาเลเซีย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยฟาฏอนี และภาคีเครือข่าย พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ “เครื่องแกงชุมชน” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างช่องทางการส่งออกสู่ตลาดมาเลเซีย ผ่านโครงการวิจัยที่มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์ ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพและอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโมเดลธุรกิจ Fatoni Halal Trading Hub (FHTH) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตเข้ากับตลาดต่างประเทศโดยตรง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับชุมชนและเกษตรกร โดยปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 1,200 กิโลกรัมต่อเดือน คิดเป็นมูลค่า 8.9 ล้านบาทต่อปี
ผลิตภัณฑ์ของชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนไม่น้อยที่แม้จะมีคุณภาพและรสชาติดี แต่ก็ติดปัญหาด้านการตลาด ทำให้ส่วนใหญ่จำหน่ายได้เฉพาะในท้องถิ่นและตลาดภายในประเทศเท่านั้น เช่น เครื่องแกงเจ๊ะฆูลา จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนิปิสกูเละ จังหวัดปัตตานี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดและวัตถุดิบคุณภาพ ดร.ณรงค์ หัศนี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี และหัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า สินค้าของชุมชน เช่น เครื่องแกง เครื่องเคียง และของกินเล่น มีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง

โครงการวิจัยนี้ได้นำแนวคิด “คน ของ ตลาด” มาใช้เป็นแกนหลัก โดยพบว่าชุมชนมี “คน” ที่เป็นผู้ประกอบการฝีมือดี และมี “ของ” คือเครื่องปรุงมลายูที่มีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ขาดคือ “ตลาด” สำหรับการส่งออกที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตลาดในมาเลเซียแล้วพบว่า ร้านอาหารไทยโดยเฉพาะร้านต้มยำมีมากกว่า 5,000 ร้านทั่วประเทศ และตลาดเครื่องปรุงมลายูในมาเลเซียมีมูลค่าสูงถึง 178 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในไทย “จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสูง โดยเฉพาะในด้านอาหารที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของมลายูภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนเพื่อการส่งออกยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากขาดการจัดการในเชิงมาตรฐานและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ” ดร.ณรงค์กล่าว
จากการสำรวจตลาดในเมืองกัวลาลัมเปอร์ มะละกา และปีนัง พบว่าร้านต้มยำมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพจากฝั่งไทยสูง โดยเฉพาะ เครื่องแกง ที่มีรสชาติไม่จัดจ้านจนเกินไป ซึ่งถูกปากผู้บริโภคชาวมาเลเซีย ทีมวิจัยจึงได้ร่วมมือกับ วิสาหกิจชุมชนนิปิสกูเละ ผู้ผลิตเครื่องแกงเจ๊ะฆูลา ปรับปรุงสูตรให้ลดความเผ็ดและความเค็มลง และร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์จาก 1 สัปดาห์เป็น 1 เดือนที่อุณหภูมิปกติ และนานถึง 1 ปีในห้องเย็น นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากขนาด 1 กิโลกรัม เป็น 500 กรัม เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของร้านอาหาร ทำให้สามารถลดการสต็อกสินค้าและตรงตามความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
ปัญหาสำคัญที่ทำให้การส่งออกไม่เกิดขึ้น คือการค้าขายแบบเครดิตที่เคยมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงิน ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่กล้าเสี่ยงส่งสินค้าไปขายในมาเลเซียอีกต่อไป ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง Fatoni Halal Trading Hub (FHTH) ศูนย์กลางการจัดการสินค้าที่ทำงานร่วมกับหอการค้าชุมชน Fatoni Syarikat Dagang (FSD) ในเมืองมะละกา และเครือข่ายผู้ประกอบการชุมชน Fatoni Local Enterprise Networks (FLEN) เพื่อช่วยรวบรวมสินค้าจากชุมชน พัฒนาคุณภาพ และทำหน้าที่วิเคราะห์ตลาด รวมถึงกระจายสินค้าให้กับลูกค้าในมาเลเซียโดยตรง ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้ได้แก้ไขปัญหาด้านการตลาดและการเงินอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการ
โครงการวิจัยนี้ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความรู้และทักษะด้านการดำเนินธุรกิจ การจัดการด้านการเงิน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก ดร.ณรงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เรามีผู้ประกอบการ 15 ราย จาก 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ เครื่องแกง, เครื่องเคียง, ของกินเล่น, และเครื่องปรุงสด ที่ร่วมมือกันผลิตและส่งสินค้าให้ศูนย์รวบรวม เราจะพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้และทักษะในการดำเนินธุรกิจ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน” ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินการในปัจจุบันสามารถสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้หลายราย และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผู้ประกอบการกือโป๊ะรายหนึ่งที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 90,000 บาท/เดือน เป็น 198,000 บาท/เดือน
