ข่าว
ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งค้าบัญชีม้ากลางกรุง รวบ 13 ผู้ต้องหาคาโรงแรม พบมีคนไทยเชื้อสายจีนร่วมขบวนการ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้บุกเข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา 13 ราย ที่ลักลอบเปิดธุรกิจรับซื้อขาย บัญชีม้า (Bank Account for Scammers) ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดาฯ โดยพบผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเป็นหัวหน้าขบวนการ และกลุ่มผู้ต้องหาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อนำบัญชีธนาคารมาขาย
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการสืบสวนของ กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 (บก.สอท.5) ที่พบการประกาศ ซื้อขายบัญชีม้า ผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก (Facebook) จนนำไปสู่การพบเบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายได้นัดหมายกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ ย่านรัชดาฯ และมีนายธวัชวงค์ อายุประมาณ 20 ปี ผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเป็นหัวหน้ากลุ่ม
เจ้าหน้าที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว จนพบเห็นนายธวัชวงค์ฯ ลงมาที่ชั้นล่างของโรงแรมจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมและสอบสวน ซึ่งนายธวัชวงค์ฯ ยอมรับว่าได้เปิดห้องพัก 2 ห้องบนชั้น 3 เพื่อใช้เป็นสถานที่นัดหมายกับกลุ่มคนที่นำบัญชีธนาคารมาขาย โดยห้องแรกเป็นห้องพักของกลุ่มผู้ซื้อ ส่วนอีกห้องเป็นห้องสำหรับผู้ขายบัญชีพักอาศัย
จากการเข้าตรวจค้นภายในห้องพักทั้งสองห้อง เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหารวม 13 คน โดยในห้องแรกซึ่งเป็นห้องพักของกลุ่มผู้ซื้อ พบผู้ต้องหา 6 คน มี 3 คนทำหน้าที่คัดกรองบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม (ATM) ในราคาบัญชีละ 4,000 บาท ส่วนอีก 1 คนทำหน้าที่รับผู้ขายบัญชีจากต่างจังหวัดมายังโรงแรม และอีก 2 คนที่เหลืออยู่ในระหว่างเจรจาเพื่อขายบัญชีของตนเอง ในส่วนของห้องที่สอง พบผู้ต้องหาอีก 7 ราย ซึ่งทั้งหมดให้การตรงกันว่าเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อมา ขายบัญชีม้า ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีการตกลงซื้อขายบัญชีพร้อมบัตรเอทีเอ็มในราคา 4,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบหลักฐานในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาแต่ละราย และพบประวัติการสนทนาซื้อขายบัญชีจริง
ในปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 13 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม (ATM) จำนวน 22 เล่ม พร้อมทั้งดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้ง 13 ราย โดย 4 ผู้ต้องหาที่เป็นผู้รับซื้อถูกตั้งข้อหา “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา…เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก…เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 9 รายที่มาขายบัญชีถูกดำเนินคดีในข้อหา “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก…โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง” และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการและหัวหน้าผู้สั่งการต่อไป
