ข่าว
เปิดเทรนด์ อี-คอมเมิร์ซ 2025 พร้อมแนวทางผู้ประกอบการไทยจะไปจีนยังไงให้รอด ?
สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ ชื่อที่เรียกกันติดปากว่า สมาคม อี-คอมเมิร์ซไทย จัดงานเสวนา THECA Global-Asia Chapter presents: “Unlocking Cross-Border e-Commerce and Live-Commerce Opportunities for Next-Level Growth” ที่ ห้อง Auditorium ชั้น 5 อาคารยูโอบี พลาซ่า โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมให้ความรู้เพื่อดันผู้ประกอบการไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ พร้อมเปิดเทรนด์อี-คอมเมิร์ซ 2025 สำหรับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เล่าถึง โอกาสในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ พร้อมเทรนด์จากประเทศจีนและสิ่งที่ต้องเรียนรู้ในปี 2025 ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศเข้ามามายังประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ทั้ง Aliexpress และ Amazon ซึ่งการเข้ามาของแพลตฟอร์มจีนล่าสุดอย่าง TEMU ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ขายจะต้องหันมาศึกษา
แม้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มียอดการเข้า Marketplace เติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นจีนอยู่ในอันดับที่ 4 ราว 40-50 ล้านครั้งต่อเดือน แต่ขณะเดียวกันหากเปรียบเทียบในระดับโลกเราอยู่ในอันดับที่ 40 ในแง่ของยอดขาย ซึ่งอันดับหนึ่งคือประเทศจีน โดยยอดขายอยู่ที่ 2,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จาก IMD Market Research) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเป็นจำนวนครั้งที่เข้า แค่ Douyin (Tiktok ในจีน) ก็มีผู้เข้าใช้งานรายเดือนกว่า 800 ล้านผู้ใช้ นั่นหมายถึงโอกาสของคนไทยที่จะเข้าไปทำธุรกิจในจีนและต่างแดน
โดยประเทศที่จับตามองสำหรับผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซ ในปี 2025 ได้แก่ จีน , อินโดนีเซีย , เวียดนาม และญี่ปุ่น

เขาแข่งถูก เราแข่งสตอรี่
โดยภายในงาน เพิ่มบุญ เอี่ยมสุภาษิต เลขาธิการสมาคมฯ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พระอินทร์ ฟินเทค จำกัด ระบุเสริมว่า โอกาสของการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทย คือ ภาพจำที่คนมีต่อสินค้าจากประเทศนั้น ๆ (Perception) เช่น ชามตราไก่ ของลำปาง ราคา 40 บาท กับ ชามตราไก่ จีน ราคา 5 บาท เราจะซื้อของใคร ? ดังนั้นหากเราสร้างเรื่องราวต่างๆให้สินค้าของเรามีมูลค่าสูงขึ้นและมองการขายในระดับโลกมากขึ้น เพราะวันนี้เอง การเข้ามาของ TEMU คือการรวบรวมคำสั่งซื้อของเราไปสั่งกับโรงงานจีนโดยตรง เราจึงใช้หลักซื้อมา-ขายไปไม่ได้อีกต่อไป
อี-คอมเมิร์ซไทย ไปต่างประเทศ อย่าง จีน เริ่มยังไงดี ?
กุลธิรัตน์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นแรกของการทำ อี-คอมเมิร์ซ ไปยังจีน คือ ต้องเริ่มจากการศึกษาตลาด (Market Research) , เดินทางไปศึกษาตลาด , เลือกมณฑลในการขายอย่าไปทีเดียวเลือกทำการตลาดทั้งประเทศ เพราะ 1 มณฑล ของจีนขนาดพอๆกับ 1 ประเทศ , วางแผน , ขยายทีม , เริ่มคิดแบบคนจีน , ศึกษาการทำการตลาดผ่าน WeChat , หาพันธมิตรทางการขนส่ง , พันธมิตรทางการเงิน และที่สำคัญต้องจดลิขสิทธิ์และมีมาตรฐานเพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์

สิ่งที่น่าตกใจคือ ข้อมูลจาก องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) พบว่า ประเทศไทยมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาเพียง 39,009 ใบ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯที่มี 2,009,487 ใบ และจีนที่มีสิทธิบัตรถึง 8,561,984 ใบ เพื่อคุ้มครองสินค้าของเรา
วันนี้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆเริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยและเปิดภาคส่วนของธุรกิจที่ตั้งมาเพื่อทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) เพื่อนำสินค้าไทยไปขายยังต่างประเทศมากขึ้น อย่าง Douyin (Tiktok ในจีน) ก็เริ่มตั้งสำนักงานในไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขายไปขายของใน Douyin Shop (Tiktok Shop) ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้สำหรับประเทศไทยก็มีตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงิน (Payment Gateway) ไปยังต่างประเทศเยอะขึ้น เช่น Alipay+
การทำการตลาดผ่าน KOLs ในปี 2025
แบรนด์ต่างๆจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการจ้าง KOLs เพราะในอดีตผู้ขายสามารถทุ่มเงินเพื่อสนับสนุนให้กลุ่มอินเฟรนเซอร์ใดๆให้กับตัวเองได้แต่ปัจจุบัน KOLs เอง ก็เลือกลูกค้ามากขึ้น ถ้าขายถูกต้องถูกจริง ไม่ใช่ว่ามี KOLs คนอื่นขายถูกกว่า หรือ Live ขายสินค้าที่ไม่ตรงกับฐานแฟนคลับของตนเองเป็นต้น
- เลือกสินค้าให้ตรงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์และ KOLs เช่น ตรงกับพฤติกรรมของกลุ่มแฟนคลับ , สินค้าที่ต้องการโปรโมทตรงกับความรู้/ความเข้าใจของ KOLs และราคาสบายกระเป๋าสตางค์ของลูกค้า
- เลือกสินค้าให้น่าสนใจและไปในทิศทางเดียวกันใน Live เช่น การจัดกลุ่มสินค้าที่ใช้ควบคู่กัน เช่น เครื่องใช้ในห้องน้ำ ก็จัดกลุ่มสินค้าที่จะให้ KOLs ไป Live เป็นตั้งแต่ แปรงสีฟัน สบู่ ยาสระผม เป็นต้น
- พิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น ทดลองหาเพื่อหาแพลตฟอร์มที่ยอดขายดี , เลือกบริษัทขนส่งที่เข้ากับบริษัทของเรา , มองหาพันธมิตรอื่น ๆ และเรื่องราวของสินค้า (Story)
กุลธิรัตน์ แนะนำว่า การทำการตลาดในกลุ่ม KOLs ต้องเริ่มจากการให้ เพื่อซื้อใจอินฟลูเอ็นเซอร์ เมื่อเขารักเราก็ส่งเสริมความรักของเขาด้วยการจ้างงาน และอยู่ต่อด้วยกันไปอย่างยั่งยืนให้สามารถส่งเสริมรายได้ซึ่งกันและกัน
