ข่าว
HOP Card บัตรโดยสารที่วางแผนจะเป็นมากกว่าแค่ใช้ขึ้นรถเมล์ TSB ศึกษา ไต้หวันโมเดล ปีนี้ได้เห็นการขยายผล
TSB ศึกษา ไต้หวันโมเดล วางแผนให้บัตรโดยสาร HOP Card เป็นมากกว่าแค่ใช้เดินทาง และจะกลายเป็นช่องทางที่จะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ร้านค้าขนาดเล็กตามเส้นทางที่ให้บริการได้
HOP Card คืออะไร ?
HOP Card คือ บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเติมเงิน สำหรับใช้ชำระค่ารถโดยสารพลังงานไฟฟ้าและเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ของ ไทย สมายล์ กรุ๊ป โดยเป้าหมายสูงสุดของบัตรใบนี้ คือ การเป็นมากกว่าแค่บัตรที่ใช้โดยสารขนส่งสาธารณะ แต่เป็นบัตรที่ทำให้ผู้คนสามารถใช้จ่ายสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้แบบไร้รอยต่อ
ตั๋วร่วมไต้หวันทำได้ แต่ไทยติดตรงไหน ?
นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB ผู้นำในธุรกิจรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถนำโมเดลของไต้หวันมาพัฒนาต่อได้อีก นั่นคือการเชื่อมต่อโครงข่าย Single Network เหมือนกับระบบบัตรโดยสาร Easy Card, บัตร i-Pass ที่สามารถเชื่อมโยงระบบการใช้บริการได้ครบถ้วน รถ-เรือ-ราง ไล่เรียงตั้งแต่ รถไฟฟ้า Metro Taipei, Kaohsiung Metro & LRT, Metro Taiyuan, Metro Taichung, New Taipei Metro, รถไฟ Taiwan Railway,รถไฟความเร็วสูง, รถเมล์ EV Bus, รถรับส่ง Shuttle Bus, เรือเฟอร์รี่, รถแท็กซี่ ไปจนถึงบริการเช่าจักรยาน T-Bike และ You Bike

“กลับกันในประเทศไทยของเรายังติดปัญหาไม่สามารถเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายได้อย่างแท้จริงเสียที แม้ปัจจุบัน TSB มีการนำร่องเชื่อมต่อรถเมล์ไฟฟ้า กับเรือโดยสารไฟฟ้าในเครือเรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดโต๊ะรับการพูดคุยกับผู้ประกอบการขนส่งทุกราย แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของภาครัฐเข้ามาเป็นคนกลางในการดำเนินการประสานความร่วมมือกันทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด”
อีกมุมที่น่าสนใจของ “ไต้หวันโมเดล” คุณกุลพรภัสร์ อธิบายเพิ่มว่า การต่อยอดบัตรโดยสาร HOP Card ให้สามารถใช้ชำระค่าสินค้า-บริการ ให้ได้เหมือนกับ Easy Card ของไต้หวัน ที่ใช้ซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ใช้จ่ายค่าบริการร้านอาหาร สวนสนุก โรงแรม ขึ้นกระเช้าท่องเที่ยว พร้อมทั้งยังมีสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งสำหรับในไทย TSB ก็มีการนำร่องสิทธิประโยชน์ เดลิ แมกซ์ แฟร์ (Daily Max Fare) แก่ผู้โดยสาร ไทย สมายล์ กรุ๊ป ที่ถือบัตร จ่ายค่าโดยสารสูงสุดเพียง 40 บาทต่อวัน เมื่อโดยสารรถหรือเรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะนั่งรถต่อเรือ เรือต่อรถ ชำระค่าโดยสารสูงสุดเพียง 50 บาทต่อวัน

“อย่างไรก็ตามหากภาครัฐและเอกชน สามารถเชื่อมโยงการเดินทางทั้งระบบได้ วันหนึ่งอาจเห็นภาพการเดินทางของประชาชนใช้รถสาธารณะมากขึ้น ใช้รถเมล์ ต่อรถไฟฟ้าแล้วมีสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้บริการเพิ่มเติมเพื่อลดค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดด้านราคา ลดค่าแรกเข้า เป็นต้น”
“ความมุ่งมั่นของบริษัท คือ การยกระดับระบบขนส่งมวลชนของไทย ให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ เป็นขนส่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สะอาด ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหนึ่งในหลายประเทศที่มีลักษณะโครงสร้างการคมนาคมขนส่งใกล้เคียงกับประเทศไทย คือ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งรุดหน้าเป็นอย่างมาก หลายเมืองได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบข้อบังคับ ไปจนถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐ การร่วมมือกันของภาคเอกชน ส่งผลให้รูปแบบการขนส่งสาธารณะจากรถสันดาป ปรับเปลี่ยนมาสู่พลังงานสะอาด ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า(EV-Bus) เหมือนกับในประเทศไทย ของไทย สมายล์ บัส ที่เป็นรูปแบบรถเมล์พลังงานสะอาด ไม่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม” นางสาวกุลพรภัสร์ ระบุ
นายวรวิทย์ ชาญชญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ระบุว่า TSB พยายามเชื่อมโยงการจับจ่ายใช้สอยในบัตรโดยสารแบบไต้หวัน กับบัตร Hop Card โดยเตรียมดึงพันธมิตรอย่างร้านค้ารายทางใกล้ป้ายรถเมล์ เพื่อขยาย Ecosystem ให้มากกว่าแค่บัตรโดยสารขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ยังเป็นการโปรโมท SMEs ให้ได้รับการโปรโมทผ่าน Hop Card Ecosystem ที่ขายไปแล้ว 130,000 ใบ และลงทะเบียนเป็นเจ้าของบัตรเพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ แล้วราว 50,000 ใบ

หากการสร้างพันธมิตรสำเร็จ จะมีผู้ใช้ราว 300,000-400,000 คน ซึ่ง ณ ปัจจุบันบัสโฮสเตสจะสามารถขายบัตร Hop Card ได้เฉลี่ยวันละ 5 ใบ ซึ่งหากขยาย Ecosystem ก็เชื่อว่ายอดขายบัตรจะสูงขึ้นด้วย และเป้าหมายสูงสุด 600,000-700,000 คน
ข้อจำกัดที่บัตรรถไฟฟ้าทำตั๋วร่วมไม่ได้ ?
นายวรวิทย์ มองว่าข้อจำกัดหนึ่งของบัตรรถไฟฟ้าที่ยังเป็นความท้าทายอยู่ คือ รถประจำทางสามารถเข้าไปใกล้กับชีวิตประชาชนของผู้โดยสารได้มากกว่าระบบราง เพราะรถประจำทางเป็นเส้นเลือดฝอยในการเดินทางของเมือง
“บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า พันธมิตรร้านค้าที่จะเข้ามาในระบบ Hop Card ในการใช้จ่ายมากกว่าแค่การเดินทางจะอยู่ที่ 300 ร้านค้าต่อ 1 เส้นทาง จากทั้งหมด 123 เส้นทาง”
สำหรับร้านค้าเอง TSB วางแผนว่าจะสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านบัตร Hop Card ด้วยการลงทุนเครื่องอ่าน-สแกนบัตรเพื่อตัดเงินจากบัตรให้ นายวรวิทย์ เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นรูปเป็นร่างและสามารถใช้งานจริงปลายปีนี้
ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาแอปพลิเคชัน TSB Go Plus เพิ่มฟังก์ชันให้หลากหลาย อาทิ ตรวจสอบเวลาเดินรถ เมื่อกำลังเข้าป้าย คำนวณระยะเวลาเดินทาง มากกว่านั้นยังมีระบบสำหรับผู้ลงทะเบียนบัตร HOP Card โดยเฉพาะ ให้สามารถเช็กประวัติการเดินทางย้อนหลัง ขึ้น-ลงที่ป้ายใด เวลากี่โมง พร้อมประเมินความพึงพอใจหรือร้องเรียนติชมพนักงานผู้ให้บริการ แล้วส่งข้อมูลตรงถึงฝ่ายปฏิบัติการได้ทันที ทำให้ปัญหาของผู้โดยสารจะได้รับการตรวจสอบ แก้ไขได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันแผนการพัฒนาแอปพลิเคชันในระยะต่อไปจะมีฟังก์ชันใหม่ๆ เข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เช่น Personal AVM การแตะอัปเดตบัตรโดยสารด้วยเทคโนโลยี NFC จากสมาร์ตโฟน เป็นต้น
