Connect with us

FACT-Check

NASA ชี้แจง ข่าวลือแรงดึงดูดโลกหายไป 7 วินาที จาก “Project Anchor” ไม่เป็นความจริง

Published

on

NASA ชี้แจง ข่าวลือบนโซเชียลระบุแรงดึงดูดโลกจะหายไป 7 วินาที ในวันที่ 12 สิงหาคม ไม่เป็นความจริง ยืนยันไร้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NASA (National Aeronautics and Space Administration) ออกมาชี้แจงกรณีข้อความไวรัลเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า โลกจะสูญเสียแรงดึงดูดเป็นเวลา 7 วินาที ในวันที่ 12 สิงหาคม โดยยืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

กระแสข่าวลือดังกล่าวอ้างว่า คลื่นความโน้มถ่วงจากการชนกันของหลุมดำจะทำให้แรงดึงดูดของโลกดับลง ณ เวลา 14:33 UTC (หรือ 21:33 น. ตามเวลาในประเทศไทย) พร้อมเตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้ผู้คนลอยขึ้นไปในอากาศ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเอกสารหลุดของ NASA เกี่ยวกับโครงการลับชื่อ “Project Anchor” ซึ่งมีมูลค่า 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างบังเกอร์และคัดเลือกประชากรสำหรับการฟื้นฟูโลก ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ไว้ได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

ข่าวลือนี้เริ่มแพร่กระจายตั้งแต่ปลายปี 2025 ก่อนจะกลายเป็นไวรัลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้ง Instagram, TikTok และ X เมื่อเข้าใกล้วันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดย NASA ได้ชี้แจงผ่านการตอบกลับสื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง Snopes ว่า แรงดึงดูดของโลกเกิดจากมวลของโลก การที่แรงดึงดูดจะหายไปได้ มวลทั้งหมดของแก่นโลก เนื้อโลก เปลือกโลก มหาสมุทร น้ำ และชั้นบรรยากาศจะต้องหายไปด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ

นอกจากนี้ NASA ยังระบุเพิ่มเติมว่า ไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของโครงการ Project Anchor แต่อย่างใด และคลื่นความโน้มถ่วงจากการชนกันของหลุมดำก็มีความเข้มข้นน้อยเกินกว่าจะส่งผลกระทบต่อแรงดึงดูดของโลก แม้ว่าวันที่ 12 สิงหาคม จะตรงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์จริงหลายเหตุการณ์ เช่น สุริยุปราคาเต็มดวง ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ และการเรียงตัวของดาวเคราะห์ แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อแรงดึงดูดของโลกแต่อย่างใด

Advertisement


จากการตรวจสอบที่มาของกระแสข่าวดังกล่าว พบว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากโพสต์บน Instagram เมื่อเดือนธันวาคม 2025 จากบัญชีที่มีพฤติกรรมเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไม่ปรากฏเอกสารหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ ที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว