การเมือง
กรณ์ จาติกวณิช จี้ตรวจสอบสัญญาภาคพื้นการบินไทย-AOT ปมกระเป๋าล่าช้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นกรณีปัญหากระเป๋าสัมภาระล่าช้าและตกค้างของ การบินไทย (Thai Airways) ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Airport) โดยระบุว่าปัญหาน้ำท่วมเป็นเพียงปัจจัยที่เผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบสัญญาและการจัดการที่สะสมมานาน
- CAAT ติดตามการบินไทยเร่งแก้ปัญหาสัมภาระล่าช้า พร้อมปรับตารางบินชั่วคราวรับผลกระทบน้ำท่วม
- การบินไทยแจงปัญหาเที่ยวบินล่าช้า-กระเป๋าตกค้าง ปฎิเสธข่าวสไตรก์งาน แต่เพราะ พนง.บ้านน้ำท่วมจริงๆ ส่งรถทหารไปรับแล้วแต่ยังไม่ทันกาล เร่งเคลียร์ใน 72 ชั่วโมง
ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ผู้โดยสารที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ต้องเผชิญปัญหารอกระเป๋าสัมภาระนาน 5-6 ชั่วโมง มีกระเป๋าตกค้างจาก 52 เที่ยวบิน ส่งผลให้ การบินไทย ต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติมอีก 22 เที่ยวบิน และต้องขอความช่วยเหลือจากกำลังทหารเพื่อจัดการสัมภาระ โดยทางบริษัทชี้แจงสาเหตุว่าเกิดจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้พนักงานไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้และรถลำเลียงกระเป๋าเกิดเหตุขัดข้อง
นายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะกับเที่ยวบินที่ใช้บริการภาคพื้นของ การบินไทย ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นและสนามบินดอนเมืองไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าสัญญาการให้บริการภาคพื้นของการบินไทยที่ทำไว้กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีอายุสัญญา 35 ปี (สิ้นสุดประมาณปี 2578) ไม่มีเงื่อนไขค่าปรับหรือบทลงโทษกรณีให้บริการล่าช้า ซึ่งทาง AOT เคยระบุว่านี่เป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดปัญหาลักษณะนี้ และพยายามขอแก้ไขสัญญาเพื่อเพิ่มบทลงโทษแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีและต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญา

ในส่วนของการดูแลผู้โดยสาร พบว่าไม่มีการสื่อสารหรือแจ้งข้อมูลที่ชัดเจน ระบบติดตามกระเป๋าผ่านคิวอาร์โค้ดและหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุไว้ไม่สามารถใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังไม่มีการเสนอมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับผู้โดยสารที่กระเป๋าล่าช้า นอกเหนือจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนตั๋วและคืนเงินสำหรับเที่ยวบินที่ถูกยกเลิก ทั้งที่ผู้โดยสารมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตาม อนุสัญญามอนทรีออล (Montreal Convention)
สำหรับทางออกที่ AOT นำเสนอผ่านผู้ให้บริการรายที่ 3 คือ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท นายกรณ์ได้ตั้งคำถามถึงเงื่อนไขการประเมินผล (KPI) พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยสัญญาภาคพื้นทุกฉบับที่สนามบินสุวรรณภูมิ กำหนดมาตรฐานเวลาส่งกระเป๋าและบทลงโทษที่ชัดเจน รวมถึงให้ผู้ให้บริการทุกรายจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติและมาตรฐานการสื่อสารกับผู้โดยสารในภาวะวิกฤต เพื่อยกระดับความเป็นมืออาชีพของหน่วยงานและแก้ปัญหาการขาดธรรมาภิบาล
