Connect with us

ข่าว

ก.คมนาคม ยกระดับความปลอดภัยสนามบินไทย บังคับใช้หลัก Zero Trust ตรวจเข้มลูกเรือเท่าเทียมผู้โดยสาร สกัดกั้นขบวนการขนยาเสพติดข้ามชาติ

Published

on

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ชี้แจงกรณีลูกเรือสายการบินชาวไทยถูกจับคดียาเสพติดที่ออสเตรเลีย ยืนยันระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับระเบิดตามมาตรฐานการบิน พร้อมเผยสถิติปี 2568 ปัจจุบัน จับกุมผู้ลักลอบขนยาได้ 23 ราย ยึดของกลาง 211 กิโลกรัม

สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลไทยประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการคัดกรองในสนามบินทั่วประเทศ โดยนำหลัก Zero Trust มาบังคับใช้เพื่อตรวจค้นบุคลากรการบินทุกคนอย่างเท่าเทียมกับผู้โดยสารทั่วไป หลังเกิดกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยถูกควบคุมตัวที่ประเทศออสเตรเลียในคดีลักลอบขนส่งยาเสพติด โดยมุ่งเป้าปิดช่องโหว่ในระบบคมนาคมและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้ทบทวนมาตรการคัดกรองความปลอดภัยในระบบการเดินทางทางอากาศทั้งหมด โดยล่าสุด นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่าง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (Airports of Thailand Public Company LimitedAOT) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (Thai Airways International Public Company Limited)

สำหรับมาตรการระยะเร่งด่วนที่นำมาบังคับใช้ ประกอบด้วย การกำหนดให้ลูกเรือ กัปตัน และพนักงานสายการบินทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นภายใต้มาตรฐานเดียวกับผู้โดยสารทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น การเพิ่มความถี่ในการใช้สุนัขตำรวจ (K9) ตรวจค้นเที่ยวบินขาเข้าและขาออกในเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการเพิ่มขั้นตอนการตรวจคัดกรองซ้ำบริเวณประตูขึ้นเครื่อง (Gate Screening) สำหรับประเทศปลายทางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสารเสพติดของพนักงานในพื้นที่ควบคุม คลังสินค้า และอาคารผู้โดยสาร พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า “ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบตรวจค้นและติดตามให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้า ระบบ Biometrics การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้มีความตระหนักต่อรูปแบบการลักลอบที่เปลี่ยนไป การดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายปฏิบัติเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการตรวจพบ ป้องปรามได้ทันที”

Advertisement

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. เพื่อติดตามความคืบหน้าการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งจากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 10 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 59,609 คดี ผู้ต้องหา 61,685 คน พร้อมยึดของกลางเป็นยาบ้า 272.79 ล้านเม็ด ไอซ์ 17,729.83 กิโลกรัม เฮโรอีน 276.77 กิโลกรัม และคีตามีน 2,639.32 กิโลกรัม ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าตัดวงจรเครือข่ายและปิดช่องโหว่ทางคมนาคมอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของยาเสพติด

Continue Reading
Advertisement