Connect with us

ข่าว

ยูนิเซฟ หนุนรัฐบาลยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ ชี้ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน

Published

on

ยูนิเซฟหนุนรัฐบาลไทยยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ เผยผลประเมิน Safe to Learn ชี้ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน จัดสรรงบประมาณ และรับฟังเสียงเด็ก

สำนักข่าวบริคอินโฟ – องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประกาศพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อผลักดันให้สถานศึกษาทั่วประเทศเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินความปลอดภัยตามกรอบ Safe to Learn ที่จัดทำร่วมกับหน่วยงานในประเทศไทยช่วงปี 2567–2568 โดยมุ่งต่อยอดกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่เดิม เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และมาตรการห้ามลงโทษด้วยความรุนแรง ให้เกิดการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม

รายงานประเมินของยูนิเซฟจัดทำขึ้นจากการศึกษากฎหมายและเอกสารวิชาการกว่า 100 ฉบับ ร่วมกับการรับฟังความคิดเห็นจากครู เจ้าหน้าที่การศึกษา นักเรียน 90 คนทั่วประเทศ และการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม โดยผลการประเมินพบว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างนโยบายและมาตรการพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือการนำไปปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง

นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมถึงการป้องกันและยุติปัญหาการกลั่นแกล้ง รวมถึงความรุนแรงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการคัดกรองเด็กที่เผชิญภาวะเครียดเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โรงเรียนจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านบุคลากร ทักษะ และทรัพยากรสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษา การคุ้มครองเด็ก สาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ชุมชน และผู้ปกครอง โดยต้องให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนของเด็กและเยาวชนเป็นหลัก

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการจากรายงานเน้นย้ำถึงการจัดทำช่องทางแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่ายและเป็นความลับ การเพิ่มทักษะครูในการสังเกตและดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน การมีบุคลากรที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองเด็กโดยตรง และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินควบคู่กับการควบคุมอาวุธและสิ่งเสพติด โดยภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้กลไกการส่งต่อไปยังหน่วยบริการสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement
Continue Reading
Advertisement