ข่าว
เอสซีจี เผยกำไรไตรมาส 1/69 พุ่ง 6,223 ล้านบาท เร่งปรับกลยุทธ์รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เอสซีจี (SCG) เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิ 6,223 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยบริษัทได้เร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนผ่านศูนย์บัญชาการ Daily War Room พร้อมวางโรดแมป 2 ปี มุ่งเน้นนวัตกรรมหุ่นยนต์ สินค้ากลุ่มรักษ์โลก และเตรียมร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับ จีซี (GC) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระดับสากล
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) ระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท ซึ่งท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เอสซีจี ได้ตัดสินใจใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อตั้งรับแรงกระแทก โดยระบุว่า “การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้งแผนระยะสั้นบริหารความเสี่ยงด้วยการตั้ง Daily War Room ติดตามต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด ส่วนแผนระยะ 2 ปี มุ่งสร้างกล้ามเนื้อด้วยการบริหารฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน นำ Robotics & Automation มาใช้ และเดินหน้าโครงการ LSPE ในเวียดนาม รวมถึงเร่งศึกษาการร่วมทุนกับ GC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก”
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะสั้น บริษัทเน้นการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทั่วโลกเพื่อทดแทนส่วนที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทางเลือกและใช้รถไฟฟ้า EV ในการขนส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุน ด้านวินัยทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา เอสซีจี สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทจากการปรับโครงสร้างองค์กรและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลงเหลือ 2,813 ล้านบาท และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสรวม 67,137 ล้านบาท
ในส่วนของทิศทางระยะ 2 ปี (2569-2570) เอสซีจี เตรียมยกระดับศักยภาพการแข่งขันผ่านการรวมศูนย์การผลิตในภูมิภาคอาเซียน (Regional Optimization) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ขณะที่โครงการ LSPE ในประเทศเวียดนามเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ก๊าซอีเทน มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 54 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ปลายปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อีกปีละกว่า 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้า Green Products และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นระหว่าง เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงให้ซัพพลายเชนและเพิ่มความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

ด้านผลการดำเนินงานรายธุรกิจ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ทำกำไรได้ 2,136 ล้านบาท จากการขยายตลาดปูนคาร์บอนต่ำและใช้พลังงานทางเลือก ขณะที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) มีกำไร 1,078 ล้านบาท แม้จะมีการหยุดเดินเครื่องโรงงานบางแห่งชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงและบริหารจัดการวัตถุดิบ ส่วน เอสซีจีพี (SCGP) ทำกำไรได้ 1,566 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของตลาดในอินโดนีเซียและอาเซียน และ เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ (SCG Cleanergy) ยังคงขยายตัวต่อเนื่องด้วยกำลังการผลิตสะสม 141 เมกะวัตต์
