ข่าว
ทำไมรัฐบาล-ทหาร ไม่ใช้ Google Maps นำทัพ-ขีดพรมแดนประเทศเป็นหลัก ทั้งที่ข้อมูลครบแถมลงไปเดินดูเมืองได้ด้วย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – แม้ กูเกิล แมปส์ (Google Maps) จะเป็นแพลตฟอร์มแผนที่ดิจิทัลที่ทันสมัย มีข้อมูลครบถ้วน และสามารถสำรวจพื้นที่ได้ในระดับถนนผ่านฟังก์ชัน สตรีทวิว (Street View) แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนด เส้นแบ่งพรมแดนประเทศ หรือเป็นแนวทางนำทัพสำหรับ หน่วยงานรัฐบาลและกองทัพ โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดและความแตกต่างระหว่างข้อมูลเชิงพาณิชย์ กับความต้องการด้านความมั่นคงและอธิปไตยของรัฐ
เหตุผลสำคัญประการแรกคือ ความน่าเชื่อถือและแหล่งที่มาของข้อมูล แม้ กูเกิล แมปส์ (Google Maps) จะมีข้อมูลที่กว้างขวาง แต่ข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่รวบรวมมาจากแหล่งที่มาที่หลากหลาย ทั้งจากดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แตกต่างจาก แผนที่ราชการ หรือ แผนที่ทางทหาร ซึ่งจัดทำขึ้นโดยหน่วยงานเฉพาะกิจของรัฐ มีการสำรวจและตรวจสอบภาคสนามอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามหลักวิชาการแผนที่และภูมิศาสตร์ รวมถึงมีสถานะทางกฎหมายรองรับ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการกำหนด พรมแดนประเทศ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ประการต่อมาคือ ประเด็นด้านความมั่นคงและอธิปไตย การพึ่งพาข้อมูลจากบริษัทเอกชนต่างชาติอย่าง กูเกิล (Google) ในเรื่องที่เกี่ยวกับ พรมแดนประเทศ หรือ ปฏิบัติการทางทหาร อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ ข้อมูลบางส่วนบนแพลตฟอร์มอาจไม่เปิดเผยในระดับที่กองทัพต้องการ หรืออาจมีข้อมูลที่เปิดเผยมากเกินไปจนเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ นอกจากนี้ การกำหนด เส้นแบ่งพรมแดน เป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งรัฐ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาทางการทูต ไม่สามารถใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์เป็นหลักได้โดยตรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ พรมแดนระหว่างอินเดียและจีน บริเวณแคชเมียร์และอรุณาจัลประเทศ หากผู้ใช้งานเข้าถึง กูเกิล แมปส์ (Google Maps) จากประเทศอินเดีย พวกเขาจะเห็นพรมแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็น เส้นทึบ ซึ่งแสดงถึงการอ้างสิทธิ์ของอินเดียเหนือพื้นที่เหล่านั้นอย่างชัดเจน แต่หากผู้ใช้งานเข้าถึงจากประเทศจีน หรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เส้นแบ่งพรมแดนในบริเวณเดียวกันนี้มักจะแสดงเป็น เส้นประ ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็น พื้นที่พิพาท หรือไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ กูเกิล (Google) ที่จะรักษาความเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในข้อพิพาทระดับโลกนี้

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ทะเลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในประเทศญี่ปุ่น ผืนน้ำแห่งนี้จะถูกระบุว่าเป็น “ทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan)” ซึ่งเป็นชื่อที่ญี่ปุ่นใช้มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานอยู่ในเกาหลีใต้ ชื่อที่ปรากฏบน กูเกิล แมปส์ (Google Maps) จะกลายเป็น “ทะเลตะวันออก (East Sea)” ซึ่งเป็นชื่อที่เกาหลีใต้ใช้และเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมใช้ด้วยเช่นกัน ความแตกต่างของการแสดงชื่อนี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของแพลตฟอร์มในการเคารพต่อมุมมองและข้อกำหนดทางกฎหมายของแต่ละประเทศ แม้จะเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกันก็ตาม

การปรับเปลี่ยนการแสดงผลในลักษณะนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า กูเกิล แมปส์ (Google Maps) ไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มที่แสดง “ความจริง” เพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องปรับตัวตามบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และกฎหมายของแต่ละประเทศที่เข้าไปดำเนินงาน แม้ว่านี่จะเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดในการหลีกเลี่ยงข้อพิพาท แต่ก็แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสูงสุดสำหรับเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง การกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นหน้าที่หลักของหน่วยงานรัฐและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

ส่วนสำหรับประเทศไทย จากกรณีที่มีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลเกี่ยวกับการย้ายหมุดตำแหน่งของ ปราสาทตาเมือนธม และแนวเส้นสมมุติฐานเขตแดนในแอปพลิเคชัน กูเกิล แมปส์ (Google Maps) ให้ไปอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าปราสาทแห่งนี้อยู่ในดินแดนกัมพูชา และอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานเท็จในการฟ้องร้องสื่อต่างชาติและศาลโลกได้
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า การกำหนดสถานที่และเส้นเขตแดนในแอปพลิเคชัน Google Earth และ Google Maps นั้น บริษัทกูเกิล (Google) ได้ใช้ข้อมูลจากภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ในการเดินทางเป็นหลัก ซึ่งในหลายจุดอาจพบเห็นความคลาดเคลื่อนจากสถานที่จริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเส้นสมมุติฐานเขตแดน
พลตรีวินธัยย้ำอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลในแอปพลิเคชันดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมาย ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ หากพบข้อมูลที่ผิดพลาด ผู้ใช้งานสามารถรายงานไปยังบริษัทเพื่อขอให้แก้ไขได้ ทั้งนี้ โฆษกกองทัพบกได้ยืนยันว่า ฝ่ายไทยใช้อำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับหลักฐานทางภูมิศาสตร์และการบริหารจัดการพื้นที่โดยหน่วยงานราชการไทยอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น แม้ กูเกิล แมปส์ (Google Maps) จะเป็นเครื่องมืออ้างอิงและสนับสนุนข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในชีวิตประจำวันและภาคส่วนต่าง ๆ แต่สำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องกับ อธิปไตยของชาติ ความมั่นคง และ ปฏิบัติการทางทหาร หน่วยงานรัฐและกองทัพยังคงต้องพึ่งพาข้อมูลและแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยงานภายในประเทศ ซึ่งมีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ และปลอดภัยตามมาตรฐานทางราชการและทางทหารเป็นหลัก
