ข่าว
TikTok ปรับหลักเกณฑ์ชุมชนใหม่ ให้คลิปเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยมากขึ้น พบไตรมาสเดียว ลบคลิปผิดกฎไปแล้ว 2.8 ล้านคลิป
สิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach and Partnerships Lead, Trust and Safety – TikTok ระบุว่า ช่วงไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2567 แพลตฟอร์มได้มีการลบคลิปที่อัปโหลดโดยผู้ใช้ในไทย ที่ผิดกฎของชุมชนหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในแพลตฟอร์มไปถึง 2.8 ล้านคลิปโดย 99.3% เป็นการทำงานแบบเชิงรุก (Proactive) และ 93.1% ถูกดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง
“จากการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้ แพลตฟอร์มมีการอัปเดตกฎชุมชนให้ทันต่อเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน”
เพื่อความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ TikTok ได้เปิดตัว Guardian’s Guide ฉบับใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมสำหรับพ่อแม่และผู้ปกครอง โดยนำเสนอเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้สื่อดิจิทัลของเยาวชน คู่มือฉบับครบวงจรนี้จะช่วยให้ครอบครัวสามารถสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่สมดุลและปลอดภัย ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกหลานจะสามารถแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ในขณะที่ยังได้รับการปกป้องในโลกดิจิทัล
นอกจากนี้ Teen Safety Center ของ TikTok ยังได้รับการปรับปรุงใหม่ พร้อมพัฒนาข้อเสนอแนะและคำแนะนำจาก TikTok global Youth Council ซึ่งได้แนะนำให้มีเนื้อหาที่เป็นภาพมากขึ้น มีการเพิ่มฟีเจอร์แบบโต้ตอบได้ เช่น แบบทดสอบ และมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการบล็อกและรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
คลิปแบบไหนที่จะโดน TikTok ลดยอดการมองเห็นเพราะผิดกฎชุมชน ?
- คลิปที่สุ่มเสียงต่อความปลอดภัยและคลิปไม่สุภาพ
- คลิปที่มีสินค้าควบคุมอยู่ในคอนเทนต์
- คลิปที่ไม่เหมาสมในหน้า For You Feed (FYF) สำหรับเด็กที่อายุต่ำว่า 16 ปี
- คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและการส่งเสริมพฤติกรรมไม่เหมาะสม
- คลิปที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
- คลิปที่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- คลิปที่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน
- เนื้อหาผู้ใหญ่

นโยบายเรื่องเยาวชนของ TikTok ที่ให้ความสำคัญสุดๆ
ปัจจุบัน TikTok มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน ซึ่ง TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้เยาวชนอายุตั้งแต่ 13 ปี ดังนั้นจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญ จึงมีการออกนโยบายจำกัดฟีเจอร์บางอย่างเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียหรือกลายเป็นภัยกับเยาวชน อาทิ การส่งข้อความ Direct Massege ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป สิริประภา เล่า
ฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ครอบคลุมเพื่อการเป็นอยู่ที่ดีและความปลอดภัยของเยาวชน
เนื่องจาก TikTok มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน แพลตฟอร์มจึงมีการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอฟีเจอร์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้ทุกวัย โดยการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่:
- Family Pairing: TikTok ร่วมมือกับ Family Online Safety Institute (FOSI) ในการเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องมือกรองเนื้อหาภายใต้ฟีเจอร์ Family Pairing เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมประเภทเนื้อหาที่เยาวชนเห็นได้มากขึ้น โดยผู้ปกครองสามารถ เพิ่มคีย์เวิร์ดที่ตรงความต้องการเฉพาะของวัยรุ่นได้ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความโปร่งใสเพื่อสนับสนุนสนทนาอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับความปลอดภัยออนไลน์ นอกจากนี้ จากคำแนะนำของโรงพยาบาลเด็กบอสตัน ผู้ปกครองสามารถ กำหนดเวลาการใช้งานรายวันได้ โดยแนะนำค่าเริ่มต้นที่ 60 นาที เมื่อเยาวชนใช้งานครบเวลา พวกเขาจะต้องใส่รหัสผ่านเพื่อรับชมต่อ เอื้อให้เกิดการหยุดพักและทบทวนว่าจะใช้ต่อหรือไม่ ฟีเจอร์นี้เหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวสร้างขอบเขตทางดิจิทัลที่เหมาะสมและเคารพอำนาจการตัดสินใจที่เพิ่มขึ้นของเยาวชนในเวลาเดียวกัน
- ระบบความปลอดภัยของคอนเทนต์แบบครบวงจร: ฟีเจอร์ Content Levels ของ TikTok เป็นฟีเจอร์ที่กำกับดูแลเนื้อหาที่ซับซ้อนของแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการปกป้องผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน ซึ่งระบบนี้ระบบนี้จะตรวจจับและกำหนดความเหมาะสมตามเกณฑ์อายุของผู้ชมต่อวิดีโอโดยอัตโนมัติ หรือป้องกันไม่ให้นำเสนอเนื้อหาที่มีเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่เกินไปต่อการเข้าถึงผู้ใช้อายุ 13-17 ปี นอกจากนี้ การใช้งานร่วมกันระหว่าง Family Pairing และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชี ยังช่วยสร้างกรอบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ช่วยให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ปกครองสามารถตัดสินใจการใช้สื่อดิจิทัลของตนเอง
แม้ว่าฟีเจอร์เหล่านี้จะสร้างขึ้นจากมาตรการด้านความปลอดภัยที่มีอยู่แล้ว แต่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของฟีเจอร์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TikTok ในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการรับชมที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อผู้ใช้ทุกคน เครื่องมือและทรัพยากรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ TikTok ในการจับมือร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และการส่งเสริมพลังของครอบครัว เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์เป็นความพยายามร่วมกันทั้งจากพาร์ทเนอร์ภายนอกและจากชุมชน TikTok
เนื้อหาที่สร้างโดย AI บน TikTok
หลังจาก TikTok เปิดตัวป้ายกำกับคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI เมื่อเดือนกันยายน 2567 ให้ครีเอเตอร์ติดป้ายกำกับเพื่อให้ผู้ชมเห็นและเข้าใจว่าเนื้อหาที่กำลังรับชมสร้างจาก AI และเป้นตัวเลขที่น่ายินดีว่ามีผู้ใช้งานกว่า 37 ล้านคนติดป้ายกำกับนี้แล้ว
“ซึ่งการให้ติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างจาก AI อาจยังดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้น TikTok จึงร่วมมือกับพันธมิตร ภาคประชาสังคม NGOs องค์การที่ไม่แสวงผลกำไรด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบคลิป AI โดยอัตโนมัติด้วย”
ความร่วมมือกับสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อกำหนดรูปแบบชุมชนความปลอดภัยในอนาคต
TikTok มีความมุ่งมั่นต่อการขยายความปลอดภัยผ่านการร่วมมือกับ Safety and Content Advisory Councils ซึ่งมาพร้อมกับคณะผู้เชี่ยวชาญและองค์กรไม่แสวงผลกำไร สภาที่ปรึกษาฯ ได้ให้การสนับสนุน TikTok ในการคาดการณ์และระบุความท้าทายด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายต่างๆ ตอบรับกับทิศทางของอนาคตและมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม
ดร.นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และหนึ่งในสมาชิกของ TikTok Safety Advisory Councils กล่าวด้วยว่า “ความร่วมมือระหว่างเราและ TikTok ไม่ได้เพียงแต่ระบุความท้าทายหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังเตรียมพร้อมรับมือต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเป็นการสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการแสดงตัวตนของพวกเขาได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยที่พวกเขาได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัย”
TikTok ยังคงดำเนินการเคียงข้างกับเครือข่ายองค์กรไม่แสวงผลกำไรมากกว่า 60 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศไทย เราได้ร่วมมือกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาประเทศไทย (Internet Foundation for the Development of Thailand) เพื่อส่งมอบและเสริมสร้างความรู้ให้กับเยาวชนทั่วประเทศในหัวข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ, การปกป้องความเป็นส่วนตัว, การรู้ทันข้อมูลเท็จ และความเป็นอยู่ที่ดีทางดิจิทัล
ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวย้ำว่า “การสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัล ต้องเริ่มจากการให้ความรู้ที่เหมาะสมและให้เครื่องมือแก่ครอบครัวในการจัดการภัยคุกคามทางออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาของ TikTok ต่อเครื่องมือให้ใช้งานง่าย จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถป้องกันลูกหลานด้านความปลอดภัยบนพื้นที่ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
