Connect with us

ข่าว

ผลสำรวจ UOB เผยเอสเอ็มอีไทยแห่ใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค มุ่งขยายตลาดอาเซียนแก้ปมต้นทุนพุ่ง

Published

on

กลุ่มธนาคารยูโอบี (UOB) รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ชูความแข็งแกร่งธุรกิจรายย่อยและบริหารความมั่งคั่ง ท่ามกลางภาวะตลาดโลกผันผวน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569 ในประเทศไทย พบว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี (SME) ไทย กำลังเร่งปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับปัญหาต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีสถิติการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งวางแผนกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายฐานธุรกิจและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ไปสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

รายงานข่าวระบุว่า เอสเอ็มอีไทยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในอัตราที่ก้าวนำภูมิภาค โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 70 ระบุว่ามีการนำ AI มาใช้ในธุรกิจแล้ว และกว่าร้อยละ 80 มีการนำโซลูชันดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเร่งกระบวนการตัดสินใจ ทั้งนี้ในกลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้งาน พบว่าร้อยละ 58 สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ ขณะที่ร้อยละ 44 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านต้นทุนยังคงเป็นปัจจัยความกังวลอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความไม่แน่นอนของตลาดอาเซียนและตลาดเกรทเทอร์ไชน่า อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น ภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภค

กระนั้น ภาคธุรกิจไทยยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาวมากกว่าการลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น โดยพบว่าในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 37 ตามด้วยการเพิ่มฐานลูกค้าร้อยละ 33 และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลร้อยละ 27 ซึ่งล้วนสูงกว่าความต้องการลดต้นทุนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 25

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB Thailand) เปิดเผยว่า “ธุรกิจไทยกำลังดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งแรงกดดันด้านต้นทุน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายชั่วคราวอีกต่อไป สิ่งที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ประกอบการ ธุรกิจกำลังสร้างความสามารถในการปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีดำเนินงาน ตั้งแต่การลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงแผนการขยายตลาด อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดเพื่อการเติบโต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ”

สำหรับแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เอสเอ็มอีไทยร้อยละ 78 วางแผนกระจายฐานซัพพลายเออร์ ขณะที่ร้อยละ 53 เตรียมขยายฐานการผลิตภายในภูมิภาคอาเซียน และประมาณ 1 ใน 3 กำลังใช้กลยุทธ์ China Plus One เพื่อย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังตลาดทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศจีนเพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีบทบาทสำคัญเนื่องจากการปรับโครงสร้างยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและต้นทุนวัตถุดิบ นอกเหนือจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าผู้ประกอบการไทยกว่าร้อยละ 80 วางเป้าหมายขยายธุรกิจไปต่างประเทศโดยมี สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นหมุดหมายหลักเพื่อบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

Advertisement

ในด้านความยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยร้อยละ 90 ตระหนักถึงคุณค่าของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยร้อยละ 94 เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลบริหารพลังงาน เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่วัดผลได้ชัดเจนท่ามกลางภาวะต้นทุนกดดัน

นางวีระอนงค์ กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจที่สามารถปรับตัวด้านห่วงโซ่อุปทาน นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะมีความพร้อมมากกว่าในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ยูโอบีพร้อมสนับสนุนธุรกิจ ผ่านเครือข่ายในอาเซียน ความเข้าใจตลาดในภูมิภาค ความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น เพื่อก้าวผ่านความผันผวนและคว้าโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน”

อนึ่ง การจัดทำผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 ฉบับครึ่งปีแรกนี้ ได้ปรับเปลี่ยนมาจัดทำเป็นปีละ 2 ครั้งเพื่อสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที โดยรวบรวมความคิดเห็นจากเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยรวม 265 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม

Advertisement
Continue Reading
Advertisement