Connect with us

ข่าว

จุฬาฯ เปิดเวที Water Economy ชู 3 ข้อเสนอแก้วิกฤตน้ำ พลิกความเสี่ยงเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจชาติ

Published

on

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวที Water Resilience Forum 2026 เสนอ 3 แนวทางยกระดับวิกฤตน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เปลี่ยนน้ำท่วม-แล้ง เป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจด้วย Water Economy

สำนักข่าวบริคอินโฟ – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จัดเวทีเสวนา Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติ” เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนมุมมองต่อทรัพยากรน้ำจากเดิมที่เป็นเพียงภัยพิบัติ ให้กลายเป็นโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดี น้ำจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่ามหาศาล แต่หากผิดพลาดจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจและสร้างความสูญเสียต่อ GDP อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อยกระดับความมั่นคงด้านน้ำสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยหากย้อนดูสถิติความเสียหายจากอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท และภัยแล้งในปีถัดๆ มาที่สร้างความเสียหายอีกนับหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดสู่ Water Economy เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูลและนวัตกรรม

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Faculty of Engineering, Chulalongkorn University) และประธานศูนย์ “กันก่อนท่วม” เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ทรัพยากรน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ต่อการใช้น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรอยู่ที่ประมาณ 48 บาท แม้จะยังมีความแตกต่างเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาหากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยหลักในการผลิต

ในเวทีเสวนานี้ได้มีการเสนอ 3 ข้อเสนอสำคัญเพื่อพลิกวิกฤตน้ำ ประกอบด้วย

Advertisement
  1. 1การยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อปรับโครงสร้างหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การสร้าง “Water Smart Community” สนับสนุนให้ชุมชนมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำได้เอง
  3. การลงทุนในระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) โดยใช้ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อคาดการณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งเป็นปัญหาซ้ำซากที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดย สทนช. (ONWR) ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนไปสู่ความร่วมมือที่ลดความซ้ำซ้อนและมีความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศมากขึ้น ซึ่งการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดงบประมาณในการเยียวยาประชาชนได้จำนวนมาก พร้อมเตรียมแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ พื้นที่แก้มลิง และสถานีสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ

นอกจากนี้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีการบริหารจัดการเขื่อนและระบบกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงกรณีศึกษาจากต่างประเทศอย่างเขื่อนสามผาในจีนที่ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจได้ในระยะยาว ขณะที่ภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม ได้สะท้อนผลสำเร็จจากการใช้ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map) จนสามารถปกป้องผลผลิตเกษตรอย่างส้มโอที่มีมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทไม่ให้เสียหายจากน้ำท่วมได้สำเร็จ

นายวรสถิตย์ บัวแดง ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่มันพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก เรายังรับมือแบบคลำทาง ในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ “ติดอาวุธให้ชุมชน” เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว” ได้แก่

  • สร้าง Geo-Social Map ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง
  • พัฒนา อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน ให้พร้อมรับมือทันที
  • ใช้เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก

ปิดท้ายด้วยนวัตกรรมจากเยาวชนไทย นายกิตตินันท์ สงคำ และ นายณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา AI “น้องเฝ้าน้ำ” ผู้ชนะเลิศโครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 ที่พัฒนาระบบคาดการณ์น้ำและแจ้งเตือนผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้คนในชุมชนเตรียมตัวได้ทันท่วงที สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำในอนาคตต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากคนในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงด้านน้ำให้เป็นโอกาสในการสร้างชาติอย่างแท้จริง

Continue Reading
Advertisement