Connect with us

ข่าว

ปอร์เช่ (Porsche) เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจีนชะลอตัว ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าฝืด และผลกระทบจากนโยบายสหรัฐฯ

Published

on

หุ้น Porsche (ปอร์เช่) ร่วงกว่า 7% หลังจากบริษัทปรับลดเป้าหมายกำไรและเลื่อนแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ออกไป เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดจีนลดลงและได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่บริษัทแม่ Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของปอร์เช่ (Porsche) แบรนด์รถสปอร์ตชื่อดังจากเยอรมนีร่วงลงกว่า 7% หลังจากบริษัทได้ปรับลดเป้าหมายผลกำไรและประกาศเลื่อนแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ออกไป ซึ่งสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ที่ลดลงในตลาดสำคัญอย่างจีน และกำแพงภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่บริษัทแม่ Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะขาดทุนถึง 5.1 พันล้านยูโร (ราว 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปกำลังเผชิญ เมื่อต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางสงครามราคาและความซบเซาทางเศรษฐกิจในจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่างปอร์เช่ โดยปัจจุบัน Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ซึ่งถือหุ้นในปอร์เช่ถึง 75.4% ได้ปรับลดคาดการณ์อัตรากำไรของกลุ่มลงเหลือ 2% ถึง 3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 4% ถึง 5%

ขณะที่ ปอร์เช่ (Porsche) ได้ปรับลดเป้าหมายอัตรากำไรจากการดำเนินงานสำหรับปี 2568 ลงเหลือไม่เกิน 2% จากช่วงที่เคยคาดการณ์ไว้ 5% ถึง 7% ก่อนหน้านี้ ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายมองว่าการลดเป้าหมายครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากบริษัทถูกกดดันให้ต้องยืดอายุการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปออกไป เพราะความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ก่อนหน้านี้ ปอร์เช่ (Porsche) เคยตั้งเป้าหมายอัตรากำไรจากการขายไว้ที่ 20% ในระยะยาว เมื่อครั้งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 3 ปีก่อน แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นของบริษัทก็ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง โดยนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการลงทุนหลายพันล้านยูโรในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ได้ทำให้ ปอร์เช่ (Porsche) กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเชื่อถือของ Tesla (เทสลา)

Advertisement

ปัญหานี้ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นและสหภาพแรงงานต่างเรียกร้องให้ โอลิเวอร์ บลูม (Oliver Blume) ยุติการดำรงตำแหน่ง CEO ควบทั้งสองบริษัทคือ Porsche และ Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) เนื่องจากมองว่าการควบตำแหน่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของทั้งสองบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ

Continue Reading
Advertisement