ข่าว
สหรัฐ ร่วม ออสเตรเลีย เปิดโครงการ “ชุมชนเข้มแข็งแห่งลุ่มน้ำโขง”ส่งเสริมประชาชนลุ่มน้ำโขงรับมือกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในแม่น้ำโขง
ผู้สื่อข่าว : ณัฐวัตร ลาพิงค์ ผู้สื่อข่าวเชียงราย
ที่โรงแรมทีคการ์เดนท์ ออ.เชียงของ จ.เชียงราย ดร. แองเจลา แมคโดนัลด์ (Dr. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ดร. เจ็มมา เอ็ดการ์ (Dr. Gemma Edgar) ที่ปรึกษารับผิดชอบงานด้านการพัฒนา สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ดร.สตีเว่น จี. โอลีฟ ผู้อำนวยการองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สํานักงานภาคพื้นเอเชีย นางสาวกัลย์วนา เหมกมล ที่ปรึกษา กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ชุมชนเข้มแข็งแห่งลุ่มน้ำโขง” โดยมีนางสาวภัทราวดี สุทธิธนกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม

โครงการชุมชุนเข้มแข็งแห่งลุ่มน้ำโขง เป็นร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรจากประเทศออสเตรเลียภายใต้โครงการแม่โขงเซฟการ์ด (USAID and Australia Mekong Safeguards Program ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง USAID และออสเตรเลีย) โครงการแม่โขง ฟอร์ เดอะ ฟิวเจอร์ (USAID Mekong for the Future)และโครงการเซอร์เวียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SERVIR-Southeast Asia) รวมถึงโครงการแม่โขงคอนเน็คชัน (Mekong Connection) และโครงการหุ้นส่วนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน (Sustainable Infrastructure Partnership)
โดยการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีระหว่างออสเตรเลียและสหรัฐฯ (Australia-United States Ministerial Consultations) ผู้นำทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงข้อตกลงร่วมกันในการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งร่วมกับประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ และการปรับฟื้นตัวของชุมชนการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างการให้ความสำคัญต่อความร่วมมือด้านการพัฒนาทั่วทั้ง ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของเรา ซึ่งจะนำไปสู่การขยายผลของการดำเนินงานร่วมกัน

ดร.สตีเว่น จี. โอลีฟ กล่าวว่า หนึ่งในวาระสำคัญคือการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับสากลให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็น รูปธรรมในระดับท้องถิ่น ผ่านโครงการ “ชุมชนเข้มแข็งแห่งลุ่มน้ำโขง” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐท้องถิ่น และประชาชน เพื่อเสริมสร้างความสามารถของชุมชนในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ“กระบวนการท้องถิ่นภิวัฒน์” (กรอบแนวคิดท้องถิ่น) เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของ USAID (USAID Climate Strategy) ซึ่งดำเนินการมากว่า 1 ปีในการส่งเสริมกิจกรรมที่มีความมุ่งมั่นและเท่าเทียมเพื่อแก้ไขวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวช่วยส่งเสริมแผนฉุกเฉินเพื่อการปรับตัวและรับมือกับปัญหาการเ ปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) หรือที่เรียกว่าEmergency Plan for Adaptation and Resilience (PREPARE) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชากรกว่า 500 ล้านคน
ในการปรับตัวและจัดการกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในทศวรรษนี้ ชุมชนตลอดแนวแม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับผลกระทบจากโครงการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มคนชายขอบอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำโขง ซึ่ง USAID ได้ตระหนักว่าเพื่อการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เราต้องมุ่งเน้นการดำเนินงานกับชุมชนที่มีความหลากหลายโดยร่วมทำงานและส่งเสริมกลุ่มท้องถิ่น กลุ่มคนชายขอบ และกลุ่มด้อยโอกาสซึ่งถือเป็นกลุ่มตัวแทนสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยการทำงานของเราจะเน้นการขับเคลื่อนและสนับสนุนให้ท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นผู้นำเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ กิจกรรมที่ดำเนินการจะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนซึ่งผลการวิจัยเหล่านี้จะถูกนำไปหารือกับชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางส่งเสริมการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในชุมชนต่อไป
นอกจากนี้เรายังสนับสนุนกลุ่มรักษ์เชียงของและชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการห้องสมุดดิจิทัลแห่งโรง เรียนแม่น้ำโขง (The Mekong School Digital Library)ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมแหล่งข้อมูลความรู้และงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลสำหรับสาธารณชน และเพื่องานวิจัยในภายภาคหน้ามีความเข้าใจบริบทและความท้าทายของชุมชนมากกว่าเราโดยภาคประชาสังคมในภาคเหนือของไทยได้ผนึกกำลังและทำงานเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญ หาจากการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอย่างต่อเนื่อง
“ โครงการ ชุมชนเข้มแข็งแห่งลุ่มน้ำโขง จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงานระหว่างภาคประชาสังคมท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาครัฐ รวมทั้งเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในท้องถิ่น การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถใน การปกป้องระบบนิเวศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแม่น้ำโขงตอนล่าง โครงการที่เปิดตัวในวันนี้จะช่วยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม วมพูดคุยสนทนากันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์ตัดสินใจในโครงการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพต่อไป”ดร.สตีเว่น จี. โอลีฟ กล่าว
