ข่าวบันเทิง
โจจิ (Joji) คัมแบ็กปล่อยอัลบั้มใหม่ Piss In The Wind จัดเต็ม 21 บทเพลง พร้อมส่งเอ็มวี Last of a Dying Breed
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศิลปินและโปรดิวเซอร์หนุ่ม โจจิ (Joji) เปิดตัวผลงานอัลบั้มเต็มชุดล่าสุดในชื่อ Piss In The Wind ภายใต้สังกัด Palace Creek อย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นการกลับมาสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่ผสมผสานกลิ่นอายดนตรีในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเตรียมปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่อย่าง “Last of a Dying Breed” ให้แฟนเพลงได้รับชม ซึ่งอัลบั้มนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตในฐานะศิลปินแนวอัลเทอร์เนทีฟป๊อปของเขา
เนื้อหาภายในอัลบั้ม Piss In The Wind ประกอบไปด้วยบทเพลงทั้งหมด 21 เพลง ที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดอารมณ์หม่นเศร้าและการครุ่นคิด ผ่านงานสร้างสรรค์ดนตรีที่มีความดิบและบรรยากาศที่น่าสนใจ โดยโปรเจกต์นี้ยังมีความพิเศษจากการได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ Giveon, 4batz, Yeat และ Don Toliver ซึ่งช่วยเสริมความหลากหลายให้กับอัลบั้มนี้ นอกจากนี้ในส่วนของมิวสิกวิดีโอยังมีการสะท้อนถึงกลิ่นอายในช่วงเวลาที่เขาเคยทำคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนคลับทั่วโลกรู้จักเขา
ก่อนหน้าการเปิดตัวอัลบั้มเต็ม โจจิ (Joji) ได้ส่งสัญญาณการกลับมาด้วยการปล่อยซิงเกิลนำอย่าง “PIXELATED KISSES” ซึ่งสามารถทำยอดสตรีมทั่วโลกได้หลายสิบล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และสามารถทะยานขึ้นสู่ชาร์ต Billboard Hot 100 รวมถึงครองพื้นที่ในชาร์ต Billboard Top 200 ได้อย่างรวดเร็ว โดยเพลงนี้ถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเวลาการพักงานดนตรีไปนานหลายปี นับตั้งแต่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้ม SMITHEREENS เมื่อปี 2022 ที่ได้รับรองระดับ 2x แพลตินัมจาก RIAA และมีเพลงฮิตระดับโลกอย่าง “Glimpse of Us”
สำหรับรายชื่อเพลงในอัลบั้ม Piss In The Wind ประกอบด้วยเพลงที่น่าสนใจอย่าง “Cigarette”, “LOVE YOU LESS”, “If It Only Gets Better”, “Love Me Better” และการร่วมงานในเพลง “Piece of You” (ร่วมกับ Giveon), “Fade to Black” (ร่วมกับ 4batz), “Rose Colored” (ร่วมกับ Yeat) รวมถึง “Fragments” (ร่วมกับ Don Toliver) โดยทางด้านคำวิจารณ์จากสื่อดนตรีต่างประเทศอย่าง CLASH ได้นิยามถึงตัวตนของเขาว่า “Joji สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินที่น่าสนใจที่สุดในแนวอัลเทอร์เนทีฟ แอนตี้ ป๊อป” ขณะที่ Hypebeast มองว่านี่คือการตอบรับเสียงเรียกที่แท้จริงของตัวเขาเอง
