ข่าวบันเทิง
(รีวิว) “MINARI” ภาพยนตร์สุดละเอียดอ่อนที่เต็มไปด้วยรสชาติของการเปลี่ยนแปลงของคน
ภาพยนตร์ที่น่าจดจำประจำปีของขวัญใจแฟนภาพยนตร์ชาวไทย MINARI ในฐานะผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์กว่า 6 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม เพราะเป็นอีกครั้งที่ภาพยนตร์สัญชาติเกาหลี สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่สามารถนำพาภาพยนตร์ของชาติตัวเองเข้าสู่เวทีระดับโลกอย่างรางวัลออสการ์อีกครั้ง ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกจับตามองจากหลายๆท่านว่าเป็น หนึ่งในภาพยนตร์ที่ห้ามพลาดประจำปีกันเลยทีเดียว

ผู้เขียนขอเริ่มต้นด้วยการเกริ่นว่า ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้มีสเปเชี่ยลเอฟเฟคที่อลังการ หรือมุมกล้องที่หวือหวาจนต้องยกนิ้วให้ แต่สิ่งที่ทำให้เราหลงมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเต็มๆ คือการเล่าเรื่องเรียบง่ายแต่นุ่มลึกไปด้วยอารมณ์ ซึ่งการนำพาอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง ตัวผู้เขียนเองถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เลยทีเดียว เพราะตัวภาพยนตร์ถูกเล่าเรื่องออกมาได้เปรียบกับชีวิตของคนได้ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งการเล่าเรื่องดังกล่าวได้ปลดพันธะ การหยิบยกการเล่าเรื่องแบบเป็นภาพยนตร์ที่เป็นเหตุการณ์ร้อยเรียงกันไปจนถึงจุดแตกหัก(Climax) และจบเรื่องราวออกไป แต่กลายเป็นการเล่ากราฟอารมณ์ที่มีการพาขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา โดยแฝงแนวคิดของมนุษย์ที่ว่า ไม่มีชีวิตใครจะดี หรือจะแย่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งที่จีรังยั่งยื่น แม้แต่สิ่งที่เรารักษาไว้อย่างดี ก็ต้องมีสักวันที่หายไป
การที่ MINARI ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาคือจุดที่ทำให้ภาพยนตร์นี้มีพลังแบบไม่น่าเชื่อ การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว คือ เรื่องของการย้ายบ้านของครอบครัวชาวเกาหลีที่มาอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และคาดหวังว่าการย้ายมาครั้งนี้จะเป็นการสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม และทำให้ชีวิตครอบครัวของพวกเขานั้นประสบความสำเร็จ จากการเป็นครอบครัวที่ทำอาชีพคัดแยกลูกไก่ เป็นผ่านการฝากชีวิตไว้กับการทำผักสำหรับทำอาหารเกาหลี แต่ชีวิตนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนโรยด้วยปลีบกุหลาบ เพราะสิ่งที่เจคอบ (Steven Yuen ที่หลายๆคนคุ้นชื่อจากผลงาน ซีรีส์คำฟ้าอย่าง (THE WALKING DEAD) ต้องแบกรับ คือชีวิตของภรรยา แม่ของภรรยา ลูกสาวและลูกชายคนสุดท้อง โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกนั้น สร้างความหม่นหมองภายในใจของภรรยาของเขา ว่าชีวิตต่อๆไปอาจจะไม่ได้เหมือนที่ตัวเธอวาดฝันไว้ ซึ่งตัวละครเจคอบนั้นเอง ต้องรับภาระตั้งแต่การตั้งตัวใหม่ ฟาร์ม ครอบครัว ฯลฯ ไว้บนบ่าซึ่งในจุดนี้ถูกนำเสนอออกมาได้ดีมาก หรือการเปลี่ยนครั้งถัดๆ ไปที่เกิดขึ้น ทำให้ตัวละครมีการเปลี่ยนแปลง Mind Set และการกระทำอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่าตัวภาพยนตร์เปิดโอกาสให้เราซึมซับความคิดและทัศนคติของตัวละครที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด เราจะได้อมยิ้ม เราจะได้เศร้า เราจะได้เห็นตัวละครทุกตัวมีความกลม ไม่มีใครเป็นคนดีหรือคนเลว ล้วนเป็นมนุษย์ที่ได้ใช้ชีวิตและเรียนรู้ไปพร้อมกับมัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเลย

สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของตัวละครภายในภาพยนตร์เรื่อง MINARI ทุกคน นั้นคือความเชื่อ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นของจริงหรือไม่ ราวกับสัญญะทางศาสนาและความเชื่อ ถูกแฝงเก็บไว้ให้ผู้ชมได้เก็บไปคิดแบบแนบเนียน เพราะว่า คนที่มีความเชื่อจะชีวิตจะเหมือนขึ้นสวรรค์ คนที่สูญเสียความเชื่อและหลงผิดจะถูกลงโทษเหมือนกับลงนรกทั้งเป็น สิ่งใดเป็นสิ่งที่ตัวละครควรจะเชื่อและนำพาไป?
วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวชนบทที่ถูกแฝงไปด้วยความเชื่อ ศาสนาและไม่อ้างอิงหลังการวิทยาศาสตร์ ทำให้มิติการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจขึ้นมา เพราะเป็นสิ่งที่ในจุดเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับครอบครัวของตัวละครหลัก ที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ใหม่ รับวัฒนธรรมชีวิตใหม่ๆ เปรียบเสมือนกลุ่มคนต่างความเชื่อที่เต็มไปด้วยคำถามของการกระทำ ความไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เป็นประชานิยมในวัฒนธรรมนั้น และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ตัวละครยังไม่อาจจะเข้าใจได้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นการเสียดสีได้แสบมากสำหรับภาพยนตร์ชีวิตเรื่องนี้ ตัวผู้เขียนเองอยากจะยกนิ้วให้เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ทื่ทรงคุณค่าประจำปีที่แฟนภาพยนตร์ไม่ควรพลาด พบกับ MINARI ได้ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์ รับรองว่าใครที่ชอบภาพยนตร์ที่นุ่มลึก เรียบง่าย และมีพลัง คุณต้องได้ลองสักครั้ง คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน
