ข่าว
“ชลประทาน” เผยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ ยังเพียงพออุปโภค-บริโภค
ผู้สื่อข่าว : วรชล ฟักขาว
จากสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ทำให้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงมีปริมาณน้ำที่ต่ำ หลายพื้นที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้งเกษตรกรไม่สามารถทำนาได้ โดยสถานการณ์ดังกล่าว นายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังคงมีปริมาณน้อย จนส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีไม่สามารถทำนาได้ นอกจากนี้จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมจะมีพายุเข้ามาทางภาคเหนือและจะทำให้มวลน้ำดังกล่าวไหลลง 4 เขื่อนหลัก ซึ่งนั่นการทำนาปี เกษตรกรก็สามารถที่จะปลูกข้าวได้ในหลายพื้นที่

โดยนายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่1 2 เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำของพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทั้งหมดมีน้ำใช้การได้เพียง 720 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ และมีการระบายน้ำของทั้งหมด 4 เขื่อนหลักลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอยู่ที่ 21 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค ส่วนสถานการณ์การปลูกข้าวนาปีขณะนี้ต้องงดออกไปก่อนซึ่งต้องรอน้ำฝน และการบริหารน้ำท่า ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของกลางเดือนกรกฎาคม จะเห็นได้ว่าในหลายพื้นที่ เริ่มมีฝนตกชุกแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเป็นน้ำท่าเข้าสู่ระบบก็ทำให้เหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงมีระดับน้ำที่ต่ำ อยู่ที่ 14.40 เมตร รทก. ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า ในช่วงของต้นเดือนสิงหาคมจะมีพายุเข้ามา หลายพื้นที่ก็สามารถที่จะเริ่มปลูกข้าวนาปีได้

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้คาดการณ์ปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าปกติอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ และฝนในปีนี้น่าจะหมดในช่วงของกลางเดือนตุลาคม โดยทั้ง 4 เขื่อนหลักเมื่อสิ้นฤดูฝน ปริมาณน้ำของทั้ง 4 เขื่อน จะมีมากกว่า ในปี 2562 และอยากจะฝากถึงประชาชน และเกษตรกร ทางกรมชลประทานยืนยันปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อความต้องการ ทั้งด้านอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ หากมีปริมาณของพายุเข้ามาและมีฝนตกชุก ทางกรมชลประทานก็จะบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด


