การเมือง
กรณ์ บี้ เอกนิติ ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน แฉโรงกลั่นฟันกำไรอื้อ ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party) ตั้งกระทู้ถามสดต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) ถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพ โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่น (Refining Margin) ที่พุ่งสูงเกินจริงจนโรงกลั่นฟันกำไรส่วนเกินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมจี้รัฐบาลเร่งทวงคืนเงินจำนวนดังกล่าวมาช่วยเหลือประชาชน และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ SEC กรณีกลุ่มทุนเทาฟอกเงินในตลาดหุ้นไทย
ในการอภิปราย นายกรณ์ จาติกวณิช ระบุว่ารัฐบาลบริหารจัดการพลังงานผิดพลาดหลายมิติ ทั้งการปล่อยให้มีการกักตุนน้ำมันและการปล่อยให้โรงกลั่นกำหนดราคาขายสูงเกินควร โดยชี้เห็นว่าแม้รัฐมนตรีจะประกาศลดราคาน้ำมันลง 2 บาทจากการคำนวณค่าการกลั่นที่ 7 บาท แต่ในข้อเท็จจริงค่าการกลั่นพุ่งสูงไปถึง 17-19 บาทต่อลิตร ซึ่งตามสูตรการคำนวณควรปรับลดราคาให้ประชาชนได้ถึง 8.50 บาท ไม่ใช่เพียงหลักหน่วยตามที่รัฐบาลอ้าง นอกจากนี้ยังวิจารณ์ว่าแม้ราคาน้ำมันโลกจะเริ่มลดลง แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกลับไม่ยอมปรับลดลงตาม สร้างภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนอย่างหนัก
“ท่านรัฐมนตรีประกาศลด 2 บาท โดยคำนวณจากค่าการกลั่น 7 บาท แต่ความจริงมันพุ่งไปถึง 17-19 บาทต่อลิตร ตามสูตรของท่านเองต้องลดให้ชาวบ้าน 8.50 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท หรือ 5 บาทอย่างที่มาพูดในสภาวันนี้” นายกรณ์กล่าว
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พยายามชี้แจงต่อสภาว่า ตัวเลขค่าการกลั่นที่ปรากฏเป็นเพียง “ค่าการกลั่นทิพย์” หรือตัวเลขอ้างอิงเท่านั้น และขณะนี้คณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน (คตร.) กำลังเร่งปรับปรุงสูตรการคำนวณ อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ได้โต้กลับว่าคำตอบดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางการดึงกำไรส่วนเกินกว่า 2 หมื่นล้านบาทคืนสู่กระเป๋าประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนต้องแบกรับภาระจ่ายค่าการกลั่นในระดับสูงล่วงหน้ามาโดยตลอด
นอกจากประเด็นพลังงาน นายกรณ์ยังแสดงความกังวลต่อวินัยทางการคลัง หลังมีกระแสข่าวการเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้วิกฤตจนถึงขั้นต้องออกกฎหมายพิเศษเหมือนช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือโควิด-19 เนื่องจาก GDP ของไทยยังคงมีการเติบโตเป็นบวก พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจออก พ.ร.ก. กู้เงินอย่างพร่ำเพรื่อ และควรบริหารจัดการภายใต้กรอบ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
“ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ กฎหมายระบุชัดว่าเรายังต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก. อย่างพร่ำเพรื่อ”
ในช่วงท้าย นายกรณ์ได้ตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลของ ก.ล.ต. กรณีการยึดอายัดทรัพย์กว่า 8 พันล้านบาทจากเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งโยงใยไปถึงหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของประธาน ก.ล.ต. ที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในอดีต ซึ่งนายเอกนิติชี้แจงเพียงสั้นๆ ว่าได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. ดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างสุดทางเพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด
